เสวนารายงานวิจัย การกลับคืนสู่สังคม อีกเสียงหนึ่งจากชายแดนใต้

119

โครงการสานพลังชุมชน คืนคนสู่ถิ่น (มูลนิธิฮิลาลอะห์มัร) ร่วมกับ ธนาคารโลก และศูนย์สมุทรรัฐเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ศึกษา ม.อ.ปัตตานี จัดกิจกรรมเสวนารายงานวิจัยเรื่อง “การกลับคืนสู่สังคม อีกเสียงหนึ่งจากชายแดนใต้” เมื่อวันพุธ ที่ 30 กันยายน 2563 เวลา 09.00 – 12.00 น. ณ ห้องประชุมวิจารณ์ศุภกิจ ชั้น 3 สำนักงานอธิการบดี (ตึกใหม่) มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ วิทยาเขตปัตตานี นำเสนอโดยศุทธนา วิจิตรานนท์ และ ผู้ช่วยศาสตราจารย์ เอกรินทร์ ต่วนศิริ โดยมีภาคประชาสังคมในพื้นที่ได้ให้ความสนใจเข้าร่วมรับฟังและแลกเปลี่ยนประเด็นต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้อง

สำหรับงานวิจัยเรื่อง “การกลับคืนสู่สังคม อีกเสียงหนึ่งจากชายแดนใต้” ได้รับการสนับสนุนการจัดทำจาก Korea Trust Fund และ ธนาคารโลก เอกรินทร์ได้เริ่มต้นด้วยการกล่าวนำถึงที่มาและความสำคัญของงานวิจัยดังกล่าว ว่าไม่ได้ทำงานอยู่ในฐานะความหมายของโครงการพาคนกลับบ้านที่เคยดำเนินนงานโดยรัฐบาลไทย หากแต่มุ่งเน้นไปยังการรับฟังเสียงที่มีต่อโครงการพาคนกลับบ้าน ด้วยกับการสัมภาษณ์รายบุคคลและสนทนากลุ่ม ตามแต่ความสมัครใจของผู้ให้ข้อมูล จากคนที่เคยผ่านโครงการพาคนกลับบ้านและคนที่ยังไม่เคยเข้าร่วมโครงการพากลับบ้าน ทั้งที่อาศัยอยู่ในพื้นที่สามจังหวัดชายแดนภาคใต้และประเทศเพื่อนบ้าน ซึ่งคณะผู้วิจัยยังได้มีความพยายามที่จะฟังเสียงครอบครัวของพวกเขาเองด้วย

เอกรินทร์ยังกล่าวต่อถึงข้อมูลโดยภาพรวมของผู้ให้สัมภาษณ์โดยจำแนกออกเป็น 2 กลุ่ม ได้แก่ คนที่กลับมาแล้วและร่วมโครงการ และคนที่ยังไม่ได้กลับมา ทั้งที่อยู่ที่ในพื้นที่และประเทศเพื่อนบ้าน รวมทั้งหมด 75 คนว่า ประกอบด้วย เพศชาย 79 เปอร์เซ็นต์ เพศหญิง 21 เปอร์เซ็นต์  มีช่วงอายุอยู่ที่ 30-45 ปี 63 เปอร์เซ็นต์ และ 40-60 ปี 33 เปอร์เซ็นต์ ทั้งหมดแล้ว 92 เปอร์เซ็นต์คือมีครอบครัวแล้ว ทั้งนี้ เปอร์เซ็นต์การศึกษาส่วนใหญ่จะจบชั้นซานาวีหรืออิสลามศึกษาตอนปลาย  31 เปอร์เซ็นต์  สายสามัญส่วนใหญ่จบชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 คิดเป็น 49 เปอร์เซ็นต์ ส่วนน้อยที่จะมีการศึกษาถึงระดับปริญญาตรี โดยมีเพียง 11 เปอร์เซ็นต์จากข้อมูลที่เก็บมาทั้งหมด

ทั้งนี้ การวิเคราะห์ข้อมูลแบ่งออกเป็น 3 กลุ่ม กลุ่มแรกคือผู้กลับมาในระยะที่ 1 ปี 2553 – 2555 กลุ่มที่สอง หลังจากปี 2555 และกลุ่มที่สามคือกลุ่มคนที่ยังไม่ได้กลับก็อยู่ในประเทศเพื่อนบ้าน

______________________________________________________________

ชวนอ่าน รายงานวิจัย การกลับคืนสู่สังคม อีกเสียงหนึ่งจากชายแดนใต้

______________________________________________________________

ประสบการณ์การกลับคืนสู่สังคม มิตินานาชาติและประเทศไทย

ในมิติของการทบทวนวรรณกรรม คุณศุทธนา วิจิตรานนท์ หนึ่งในคณะผู้วิจัยได้อธิบายถึงการทำ Reintegration กรณีศึกษาจากอาเจะห์ ประเทศอินโดนีเซีย และในประเทศรวันด้า ศุทธนาได้เริ่มอธิบายกรณีของอาเจะห์ ถึงที่มาสำหรับการทำ Reintegration ว่าเกิดขึ้นหลังจากการลงนามความร่วมมือเฮลซิงกิในปี 2005 ตามด้วยการจัดตั้ง Aceh Reintegration Agency (Badan Reintegrasi Aceh: BRA) ในปี 2006 ซึ่งมีสถานะเป็นองค์กรเฉพาะกิจพิเศษ ภายใต้การดูแลของผู้ว่าการอาเจะห์

อย่างไรก็ตาม การจัดองค์กรเฉพาะกิจดังกล่าวยังคงประสบกับข้อจำกัด ศุทธนาได้อธิบายถึงข้อจำกัด ทั้งในเรื่องปัญหาความขัดแย้งทางการเมือง ความชัดเจนถึงทิศทางของการปฏิบัติงาน ความไม่เข้มแข็งขององค์กรกลาง ความไม่ชัดเจนเกี่ยวกับกฎระเบียบในการจัดการงบประมาณ ปัญหาเรื่องจำนวนคนจากกองกำลังที่จะมีการปลดอาวุธ ตลอดจนปัญหาที่รัฐบาลอินโดนีเซียเองไม่ได้มีการสำรวจเพื่อจัดทำแผนพัฒนาอาชีพมาก่อน

“ในประเทศของเราจะมีการจัดสรรที่ทำกินแต่ละคนจะได้รับที่ทำกินการปลูกพืชผัก สำหรับอาชีพเกษตรกรรม แต่ด้วยทางอินโดนีเซียเขาไม่ได้มีการสำรวจไว้ก่อนมันเลยทำให้ยากเลยมีการขัดข้องไปทุกเรื่อง เลยเกิดปัญหาวุ่นวาย และปัญหาเหล่านี้ต้องได้รับการแก้ไขก่อนที่จะเดินหน้าของโครงการ มันเลยทำให้เดินหน้าช้ามากในการจัดการ เป็นเพียงตัวอย่างในของอาเจะห์ภายใต้โครงการคนกลับบ้านของเขา” ศุทธนา กล่าว

สำหรับกรณีของประเทศรวันดา นับตั้งแต่ปี 1994 ที่ประเทศตกอยู่ภายใต้ความรุนแรงเป็นความขัดแย้งทางด้านเผ่าพันธุ์ ศุทธนาอธิบายว่าเป็นกรณีที่มีระบบอาณานิคมที่มาเกี่ยวข้อง มีการแย่งชิงการปกครอง ซึ่งที่ได้ยินบ่อย ๆ คือการล้างเผ่าพันธุ์ ภายใน 100 วันมีคนเสียชีวิต เกือบล้านคน เหตุการณ์ความรุนแรงเช่นนั้นเองส่งผลให้การอพยพไปยังประเทศใกล้เคียงประมาณสองล้านคน กระทั่งแนวร่วมรักประเทศชาติรวันดา (the Rwandan Patriotic Army : RPA ต่อมาได้เปลี่ยนเป็นกองกำลังป้องกันตนเองแห่งรวันด้า – Rwanda Defense Force : RDF) มีความได้เปรียบทางการเมืองและมีสัญญาณของเสถียรภาพที่เหมาะแก่การจัดการปัญหา จึงได้มีการจัดตั้ง Rwanda Demobilization and Reintegration Commission ซึ่งก่อตั้งขึ้นในปี 1997 เพื่อให้กลุ่มติดอาวุธได้กลับคืนสู่สถานะพลเรือน กระนั้นการดำนเนินงานก็ยังคงมีข้อจำกัดในเรื่องของงบประมาณ ขณะเดียวกัน ปัญหาสุขภาวะทางจิตถือเป็นปัญหาใหญ่ เนื่องด้วยความหวาดระแวงจากความกลัวที่ว่าเพื่อนบ้านอาจเป็นบุคคลที่เคยพยายามฆ่าซึ่งกันและกันเมื่อครั้งที่ความขัดแย้งเคยดำเนิน ตลอดจนการช่วยเหลือด้านเศรษฐกิจสังคม ทั้งเด็ก ผู้ใหญ่ ตลอดจนคนที่พิการจากเหตุความรุนแรงในอดีต

ในกรณีของประเทศไทยนั้น เอกรินทร์ได้ชี้ถึงกรณีประกาศใช้นโยบาย 66/23 ในการนิรโทษกรรมอดีตนักรบคมมิวนิสต์ให้กลับคืนสู่สังคมในฐานะผู้ร่วมพัฒนาชาติไทย เอกรินทร์มองว่าคำสั่งจากนายกรัฐมนตรีเป็นคำสั่งเดียวในแง่ของอำนาจสูงมาก ทำให้รัฐไทยต้องปฏิบัติภายใต้คำสั่งนี้โดยเฉพาะระบบราชการทั้งหมด นี่คือส่วนที่สำคัญที่ทำให้นโยบายประสบความสำเร็จและได้เปิดพื้นที่ให้แก่คนที่เห็นต่างเข้ามาสู่การเมืองในระบบปรกติหรือการเมืองที่มีการต่อสู้ทางความคิด แต่ปราศจากอาวุธ ขณะเดียวกัน ในแง่ของความขัดแย้งชายแดนภาคใต้นี้เอง เอกรินทร์ยังถือว่ารายงานของคณะกรรมการอิสระเพื่อความสมานฉันท์แห่งชาติ (กอส.) เมื่อปี 2549 ยังถือเป็นการยื่นบทสนทนาอันสำคัญ ถึงพยายามให้มีกฎหมายรองรับในแง่วัฒนธรรม ภาษา และวิธีการทำงานด้านความคิด มองคนที่เห็นต่างเป็นเรื่องปรกติ

 

ปริทัศน์เส้นทางโครงการ “พาคนกลับบ้าน”

ในแง่พัฒนาการดำเนินการพาคนกลับบ้าน ได้เริ่มขึ้นตั้งแต่ 11 กันยายน 2555 โดยมีพลโทอุดมชัย ธรรมสาโรรัชต์ (ยศขณะนั้น) เป็นผู้ริเริ่ม ขณะเดียวกันก็มีทั้งคนที่ไม่มั่นใจและคนรู้สึกมั่นใจ กระทั่งกระบวนการพาคนกลับบ้านได้ดำเนินไปจนถึง 1 ตุลาคม 2558 มีจำนวนผู้กลับบ้านทั้งสิ้น 1,996 คน สำหรับเอกรินทร์มีข้อสังเกตต่อไทม์ไลน์โรงการพาคนกลับบ้านว่าในระหว่างนั้นก็มีการสับเปลี่ยนแม่ทัพ ย่อมมีผลต่อโครงการไปด้วย โดยเฉพาะแนวคิดการทำงานทางด้านความเข้าใจโครงการพาคนกลับบ้าน ระหว่างนั้นเองก็ยังมีศูนย์อำนวยการบริหารจังหวัดชายแดนภาคใต้ (ศอบต.) เข้ามาเกี่ยวข้อง

เอกรินทร์ยังกล่าวต่อถึงข้อค้นพบหนึ่งที่น่าสนใจ ว่าปัจจัยสำคัญหนึ่งที่ส่งผลให้เกิดการกลับบ้านคือสภาพความเป็นอยู่ที่ยากลำบาก ความไม่มีเกียรติหรือศักดิ์ศรี ดังเช่นนักรบคนอื่นที่มีเกียรติในฐานะผู้ทำภารกิจอันยิ่งใหญ่ ขณะที่พวกเขามีสถานะเป็นนักรบที่ไร้ภารกิจ ต้องอยู่อาศัยอย่างหลบซ่อน ระหว่างนั้นเองพวกเขามีความคิดคำนึงถึงครอบครัวที่ห่างไกล

“สิ่งที่สำคัญคิดถึงลูก ๆ อยากให้ลูก ๆ มีอนาคตที่ดีรู้สึกผิดที่ตัวเองไม่ได้ดูแลลูก ต้องค่อยหลบซ่อน ๆ คนที่นี่เขาคิดถึงครอบครัวและให้ความสำคัญกับครอบครัวเยอะมาก เวลาที่เราคุยนาน ๆกับพวกเขาทำให้รู้ว่าพวกเขารู้สึกผิดที่ไม่ได้ทำหน้าที่ผู้นำของครอบครัวโดยเฉพาะการดูแลครอบครัวและลูก” เอกรินทร์กล่าว

ถัดมาคือการถูกปลดระวางจากขบวนการ เอกรินทร์กล่าวถึงประเด็นนี้ ว่าด้วยสุขภาพที่ไม่สามารถจะปฏิบัติการได้ ถ้ากลับมาแล้วก็อาจมีปัญหาต่อตนเอง เช่นอาจะไปให้ข้อมูลต่อรัฐซึ่งจะส่งผลต่อเสถียรภาพของขบวนการ ขณะเดียวกัน ความเชื่อมั่นในแนวทางที่จะกลับมา พวกเขาเป็นห่วงคือการกลับมาจะต้องถูกต้องคดี จะต้องขึ้นโรงขึ้นศาลซึ่งใช้เวลามาก หากมีคนที่คอยประสานและไกล่เกลี่ยเรื่องแบบนี้ในกระบวนการยุติธรรม การกลับมาก็ย่อมทำให้เขารู้สึกมั่นใจว่าเขาปลอดภัย

“หลายคนมีเสียงลือว่าการกลับไปสุดท้ายไม่สามารถเคลียร์คดีได้ ชุดที่สามที่ยังไม่ได้กลับเพราะกลัวประเด็นนี้อย่างมาก  เนื่องจากหลายคนติดคดี พรก.สถานการณ์ฉุกเฉินและ ป.วิอาญา ทำให้หลายคนรู้สึกว่าตนเองต้องมั่นใจในการเคลียร์คดีถ้ากลับมา กระบวนการการฝึกอบรมหรืออื่น ๆ พวกเขายอมที่จะทำทุกอย่าง แต่สิ่งเหล่านี้พวกเขาไม่ได้ชอบ พวกเขาเป็นนักรบที่ยิ่งใหญ่มากก่อน การอบรมหรือปรับทัศนคตินั้น พวกเขายอมรับได้เพื่อที่จะไปสู่เป้าหมายคือการกลับมาอยู่กับครอบครัว ทั้งโดยตัวกฎหมายและความปลอดภัย ขณะเดียวกัน มีคนที่เสียชีวิตที่เกิดจากเจ้าหน้าที่รัฐเป็นคนกระทำ เป็นทัศนคติความเห็นของผู้ที่เข้าร่วมโครงการที่กลับมาแล้ว บางคนก็เสียชีวิตเมื่อเข้าโครงการ บทสะท้อนแบบนี้ขาดความไว้วางใจคนที่กลับมาเสียชีวิต แม้ว่าจะเป็นตัวอย่างที่น้อยนิดส่งผลให้คนที่ยังไม่กลับตัดสินใจไม่กลับเลยเป็นต้น” เอกรินทร์กล่าว

ศุทธนากล่าวเสริมว่า สำหรับคนที่กลับมาแล้ว เป็นเรื่องสำคัญเกี่ยวกับมุมมองของพวกเขาต่อกระบวนการที่เขากลับมา ว่าหากพวกเขากลับมาแล้วจะเป็นยังไง ทัศนะที่เขากลับมาบ้านแล้วมีประสบการณอย่างไร สองสิ่งนี้เป็นที่ปรากฏซ้ำแล้วซ้ำอีก การคำนึงถึงศักดิ์ศรีและความโปร่งใสประสิทธิภาพในการดำเนินโครงการดูแลคนกลับบ้านแม้ว่าจะดูแลในลักษณะไหนก็ตาม คือสิ่งหนึ่งที่เราได้รับจากการสัมภาษณ์วิจัยครั้งนี้

 

เสียงของผู้หญิงในงานวิจัย

ศุทธนายังอธิบายถึงกลุ่มผู้หญิงในการศึกษานี้ ว่าถือเป็นอีกกลุ่มหนึ่งที่เราให้ความสำคัญ ศุทธนาพบว่าสถานการณ์หนึ่งที่ผู้หญิงต้องเผชิญ คือเวลาที่หัวหน้าครอบครัวผู้ชายที่เกิดคดีกับเขา กลายเป็นว่าภาระทุกอย่างก็จะตกอยู่กับคนที่อยู่ที่บ้าน  ผู้หญิงจะต้องดูแลลูก จะต้องวิ่งตามคดี จัดหาทนาย และรวมทั้งการที่ไม่มีรายได้เข้ามา ทุก ๆ บ้านจะต้องเผชิญในเรื่องนี้ ขณะเดียวกันก็เกิดปัญหาในทางด้านสุขภาพจิต ในช่วงที่เพิ่งกลับบ้านใหม่ๆ

“เวลาที่ได้ยินเสียงลูกโวยวายขึ้นมา บางทีเขาเกิดสภาพความรู้สึกที่มันรุนแรงขึ้นมา เขาก็วิ่งออกจากบ้าน เพราะกลัวว่าตัวเองจะไปทำร้ายลูกโดยไม่รู้ตัว ด้วยการที่หัวหน้าครอบครัวกลับมาแล้ว แต่ไม่ออกไปไหน ด้วยความที่ระหวาดระแวง ก็ตกเป็นหน้าของภรรยาอีกเพื่อที่จะออกไปทำทุกอย่างนอกบ้านให้ ทั้งการซื้อยาหรือจัดหาอาหาร ทำงานบ้าน ดูแลลูก เป็นสภาวะที่ผู้หญิงเผชิญอย่างหนักที่ควรจะได้รับการเอามาคำนึงถึง ผู้หญิงจะดูแลพยาบาลสำหรับคนที่กลับมาบ้านเกิดจากการได้รับบาดเจ็บ สุขภาวะของผู้หญิงอาจจะดูแลแย่มาก เวลาพักผ่อนแทบจะไม่มีรวมด้วยมีความเครียดสูงด้วย” ศุทธนากล่าว

เอกรินทร์กล่าวถึงข้อเสนอจากคนที่ยังไม่กลับ ว่าต้องมีองค์กรทางด้านศาสนา ผู้นำศาสนา คณะกรรมการหมู่บ้านที่เป็นที่น่าไว้วางใจเข้ามาเป็นพยานในการเข้าร่วมโครงการ ไม่ใช่อยู่ในการจัดการโดยทหารอย่างเดียว สำหรับคนที่ยังไม่กลับมา เขาให้ความสำคัญมากในตัวของผู้นำชุมชน การอบรมทางด้านอาชีพก็ควรสอดคล้องกับสมรรถนะและความต้องการของพวกเขา การสื่อสารเกี่ยวกับโครงการที่ออกตามสาธารณะสำหรับพวกเขาเป็นสิ่งที่ไม่ควรนำเสนอสื่อกระแสหลักโดยเฉพาะทางทีวี การทำเช่นนั้นทำให้เกิดความกังวลไม่สบายใจเพราะอาจจะเกิดความอันตรายต่อตัวเอง และควรมีการสื่อสารกับหน่วยงานรัฐต่าง ๆ ในพื้นที่และผู้นำท้องถิ่น ให้เกิดความเข้าใจโดยทั่วกันเกี่ยวกับการกลับมาของพวกเขา

ทางด้านศุทธนาได้นำเสนอข้อเสนอแนะจากงานวิจัย 5 ประการด้วยกัน ทั้งในแง่ขององค์กรปฏิบัติการที่ปัจจุบันรัฐเป็นผู้รับผิดชอบซึ่งมุ่งเน้นความมั่นคงเป็นหลัก ในแง่การสนับสนุนด้านอาชีพ รัฐสามารถอาศัยกระทรวง ทบวง กรม ต่าง ๆ ที่อยู่ในพื้นที่ กระนั้นการดำเนินงานต่าง ๆ ของรัฐของกระทำอยู่ภายใต้งบประมาณที่ถูกกำหนดไว้ น่าสนใจว่าภายใต้ประเด็นปัญหาที่ละเอียดอ่อนเช่นนี้ซึ่งรวมไปถึงปัญหาสภาพจิตใจ จะมีการจัดการร่วมกันอย่างไร พร้อมกับการแสดงให้เห็นถึงความโปร่งใสตรวจสอบได้ของการดำเนินงาน ตามด้วยขอบเขตในการเลือกกลุ่มเป้าหมาย ว่าใครคือผู้ได้รับสิทธิพาการกลับบ้าน ผลประโยชน์ต่าง ๆ ที่จะมาจากการกลับบ้านเองก็เป็นสิ่งที่ต้องมีการพูดคุยกัน ประเด็นข้อกฎหมายในการแสวงหาข้อเท็จจริงและกระบวนการยุติธรรมในการกลับคืนสู่สังคม การให้ความช่วยเหลือคุณภาพชีวิตเป็นประเด็นหนึ่งที่ผ่านมาได้เสียงสะท้อนไม่ตรงกับความต้องการยังไม่รอบด้าน และยุทธศาสตร์การสื่อสาร ทั้งในแง่ของการรับมือกับข้อมูลข่าวสารที่ไม่ตรงกับความเป็นจริง (Fake news) ข้อคิดเห็นทั้งในทางบวกและทางลบ ตลอดจนการได้รับการสื่อสารที่โปร่งใสที่มีระบบร้องเรียนขอความเป็นธรรมที่ได้รับการดูแลและติดตาม

 

ข้อเสนอและข้ออภิปรายบทเรียนจากนานาชาติถึงชายแดนใต้

คุณฟารีดา ปันจอร์ อาจารย์นักวิจัยประจำสถานวิจัยความขัดแย้งและความหลากหลายทางวัฒนธรรมภาคใต้ อภิปรายว่ากระบวนการสันติภาพจากกรณีศึกษาทั้งในรวันดาและอาเจะห์ จะเห็นได้ว่าโครงการที่เป็นในเรื่องของกลไกที่จัดให้มีขึ้น จากการมีกระบวนการสันติภาพและกลไกที่เป็นการรองรับผู้ที่จะกลับสู่สังคม รวมทั้งการได้รับการยอมรับเป็นทางการจากกองกำลังว่ามีเจตจำนงทางการเมืองบางอย่าง พร้อมทั้งมีกฎหมายมีมาตรการและการยอมรับทั้งในประเทศและนานาชาติ

ฟารีดายังกล่าวต่อ ว่าในส่วนของประเทศไทยยังคงมีความเหลื่อมซ้อนกัน เนื่องจากยังมีโครงการโครงการพาคนกลับบ้านของรัฐ แต่ว่าในเรื่องของการยอมรับเจตจำนงทางการเมือง คนที่ใช้กำลังอยู่ก็ยังมีข้อสงสัยในโครงการพาคนกลับบ้าน เขาเองก็ต้องการกลไกจากผู้นำศาสนาและภาคส่วนอื่น ๆ ในการที่จะให้เกิดการยอมรับส่วนนี้

“ตนมองว่าประเด็นที่เป็นหัวใจหลักของมันการสร้างความไว้วางใจ การสร้างการยอมรับการทำให้เกิดศักดิ์ศรีในการที่เขาจะกลับเขามาไม่ใช่แค่เรื่องของการมีอาชีพ การมีชีวิตอยู่ความเป็นอยู่ที่ดีที่ การคำนึงถึงสุขภาพ หรือการเป็นอยู่ของครอบครัว มุมมองของการที่เขาจะกลับมานั้น คือการที่พวกเขาสามารถมีพื้นที่ทางการเมืองในการที่จะทำให้เกิดสันติภาพอย่างแท้จริง พื้นที่ทางการเมืองอาจจะเป็นช่องว่างที่อยากสอบถามว่าในส่วนที่ไปสัมภาษณ์ผู้ที่เข้าร่วมโครงการพาคนกลับบ้านหรือคนที่ใช้กำลังเขามีความคิดเห็นอย่างไรต่อกระบวนการสันติภาพ และในกลไกคณะทำงานด้านกระบวนการสันติภาพมีการคำนึงถึงผู้ที่การเข้าสู่สังคมอย่างไรบ้าง มีกลไกที่ชัดเจนในเรื่องของการลงนามทำให้เกิดความชัดเจนในเรื่องของกลไกต่าง ๆ หรือไม่อย่างไร” ฟารีดา กล่าว

ศุทธนาอธิบายถึงประเด็นดังกล่าว ว่าบริบทของเราไม่ได้เหมือนกับที่อื่นมากนัก ในส่วนของที่อื่นนั้นเป็นขั้นเป็นตอนและมักเป็นประเทศที่มีการลงนามสัญญาสันติภาพ มีกระบวนการปลดอาวุธ ปลดระวาง เพื่อแสดงให้เห็นว่ามีการเปลี่ยนผ่านสู่อีกกระบวนการหนึ่ง ขณะที่ยังมีอีกหลายประเทศที่พาคนกลับบ้านเรื่องของกลไกที่ต้องไปพร้อม ๆ กัน กับการที่ดำเนินกระบวนการสันติภาพ

คุณอัญชนา หีมมิหน๊ะ ประธานกลุ่มด้วยใจ อธิบายในประเด็นการมีส่วนร่วมของทุกฝ่าย ภาคประชาสังคมจะมีบทบาทในการสนับสนุนการอยู่ในสังคมได้อย่างไร ขณะที่กองกำลังเองก็จะมีผู้ที่เกี่ยวข้องกับการปฏิบัติการ ไม่ว่าจะเป็นเด็ก ผู้หญิง หรือว่าคนแก่ นี่คือส่วนหนึ่งในโมเดล DDR  (Disarmament, Demobilization and Reintegration) หากเป็นการทำเพียงแค่ R (Reintegration) ตัวเดียวที่เกี่ยวข้องกับคนที่ไม่ต้องการต่อสู้แล้ว แล้วในการถูกกดทับที่ดำเนินอยู่ จะทำอย่างไรให้กระบวนการนำไปสู่ความไว้วางใจและสนับสนุนการกลับสู่สังคม ในเมื่อการก่อเกิดของ DDR เป็นการออกแบบของนักรบและรัฐบาล เราจะทำอย่างไรให้เกิดการมีส่วนร่วมในอนาคตในกระบวนการนี้ในทุกฝ่าย

ขณะที่ คุณจุฬารัตน์ ดํารงวิถีธรรม จากศูนย์ความร่วมมือทรัพยากรสันติภาพ (PRC) ได้ร่วมแลกเปลี่ยนกรณีการใช้คำสั่งนายกรัฐมนตรี 66/23 ที่ยกมาในฐานะส่วนหนึ่งของรายงานวิจัยนี้ ว่าท้ายที่สุดแล้วการใช้นโยบายนี้ไม่ได้ให้คุณค่าหรือศักดิ์ศรีคนที่เคยเป็นนักรบเท่าที่รัฐบาลประกาศ เนื่องจากรัฐคำนึงแค่เรื่องแพ้ชนะทางสงคราม มากกว่าการมีวิสัยทัศน์ในเชิงนโยบาย

“ยกตัวอย่างเช่น อดีตนักรบที่อยู่ในพื้นที่ พัทลุงหรือสตูลช่วงที่คืนอาวุธหรือขุดกระดูกที่เคยเป็นนักรบกลับไปทำพิธีกรรมเวลาที่เขาไปขุดหากระดูกค่อนข้างหายากเนื่องจากระยะเวลาที่ยาวนานซึ่งที่ทนายได้พูด เอากระดูกหมามาแทน คือให้มันมีไปส่งนาย เพราะฉะนั้นคุณค่าศักดิ์ศรีในมุมของรัฐบาลเป็นนโยบายที่ค่อนข้างจะมีประโยชน์ คือเขาไม่ได้มองเชิงนโยบาย เขามองในความพ่ายแพ้ของ พคท.” จุฬารัตน์กล่าว

ในแง่ข้อเสนอลักษณะโครงการจากรายงานวิจัยนี้เอง จุฬารัตน์เข้าใจว่าเป็นไปในแง่ของการช่วยเหลือคนที่จะออกจากขบวนการและจะกลับมาสู้ทางการเมืองโดยที่ไม่ใช้อาวุธ แต่ในการที่ถูกจัดวางในบริบทที่ยังมีความขัดแย้งในเวลานี้ จุฬารัตน์กตั้งข้อสังเกตว่าทางธนาคารโลกหรือคนที่จัดโครงการนี้มีการจัดการกับปัญหาความย้อนแย้งของคนในพื้นที่อย่างไร จะแก้ปัญหาอย่างไร  ทำไงให้โครงการได้รับการยอมรับจากคนอื่น ๆ อย่างไรในอนาคต

 

ชีวิตกับอุดมการณ์ ทางแพร่งของกระบวนการกลับคืนสู่ชุมชน

คุณรอมฏอน ปันจอร์ จากศูนย์เฝ้าระวังสถานการณ์ภาคใต้ อภิปรายว่าตนในฐานะคนที่มีความสนใจประเด็นสามจังหวัดชายแดนภาคใต้ โครงการลักษณะนี้ถือว่าเปนไม่กี่โครงการที่สามารถทำได้ จากข้อเสนองานวิจัยนี้เอง เมื่อตนฟังจากทั้งหมดก็มีความรู้สึกว่าบีอาร์เอ็นแพ้แล้ว

“…นั่นคือความพ่ายแพ้ของพวกเขา น่าจะสรุปได้อย่างนั้น ดูเหมือนว่าขบวนการปฏิวัติไม่ได้มีกลไกใดต่าง ๆ ทั้งสิ้นในการที่จะจัดการขบวนการของเขาเอง ก็เป็นบทเรียนในอนาคตในขบวนการปฏิวัติคิดที่จะกำเริบขึ้นมาเพื่อที่จะต่อต้านและติดอาวุธ ต้องคิดการปลดปล่อยนักรบของตนเอง เป็นหนึ่งในมาตรการสำคัญในเชิงบทเรียน” รอมฎอนกล่าว

รอมฎอนกล่าวต่อ ว่าในทางกลับกัน หากมองผ่านแว่นของการป้องกันและปราบปรามการก่อความไม่สงบ สิ่งที่โครงการนี้ทำคืออะไร เพราะมันเป็นคนละกรอบคิดของการพัฒนาของธนาคารโลก ตนคิดว่าเรื่องนี้มองได้หลายมุม คนในพื้นที่ควรได้รู้ว่าในการมองผ่านมุมของทหารโดยเฉพาะทหารที่รบกับหมู่กองโจร คำที่ใกล้เคียงที่สุดกับโครงการลักษณะนี้คือการปลดปล่อยกองโจร เป็นขั้นตอนท้าย ๆ ที่ปราบปรามฝ่ายตรงกันข้าม ตนจึงมีความสนใจว่าท้ายที่สุดในกระบวนการกลับคืนสู่สังคมนี้ จะมีการเรียกคนที่กลับมาว่าอะไร ถ้าไม่ใช่ผู้หลงผิด ไม่ใช่ผู้ร่วมพัฒนาชาติไทย

เอกรินทร์ได้แลกเปลี่ยนมุมมองการเรียกขานต่าง ๆ  ว่าเป็นเรื่องที่เกินความสามารถของผู้วิจัย อย่างไรก็ตาม การเรียกกล่าวว่าเป็นผู้หลงผิดย่อมไม่เป็นที่พอใจสำหรับคนที่จะกลับมาแน่นอน ขณะที่ศุทธนามองว่า พวกเขาไม่ควรได้รับการถูกเรียกว่าอะไรในกระบวนการที่พวกเขาตัดสินใจกลับคืนสู่ชุมชน แม้กระทั่งการเรียกพวกเขาว่าคนกลับบ้านก็ตามที มันทำให้เกิดคำถามต่อพวกเขาเองว่าพวกเขาจะยังคงเป็นคนกลับบ้านอีกนานไหม เมื่อไหร่กันที่พวกเขาจะได้หลุดพ้นจากสถานะและวาทกรรมเหล่านี้

คุณฮาดี้ หะมิดง จาก Patani NOTES มองว่างานชิ้นนี้ทำให้เห็นด้านของความเป็นมนุษย์ที่เกี่ยวข้องกับในแง่มิติทางความคิดกับการใช้ชีวิตที่เกิดคำถามระหว่างความจริงในชีวิตที่ปะทะกับอุดมการณ์  เนื่องจาก “ความเป็นจริงมีอะไรที่ต้องดูแล” ขณะเดียวกัน งานชิ้นควรระบุให้ชัดว่าอุดมการณ์บางอย่าง แม้เขาจะกลับมาแล้วแต่ก็น่าสนใจว่าพวกยังคงคิดถึงสิ่งนั้นอยู่หรือไม่และหากเป็นเช่นนั้นจะทำอย่างไร

คุณภมรรัตน์ ตันสงวนวงษ์ ผู้แทนจากธนาคารโลก ร่วมแลกเปลี่ยนว่า จากประสบการณ์ที่สัมผัสมาส่วนใหญ่เกี่ยวกับอดีตนักรบ ถึงแม้เขาจะเข้าร่วมในสิ่งที่เราทำแต่อุดมการณ์ของเขายังคงอยู่ ขณะที่รอมฎอนให้ความสนใจไปยังความเป็นองค์กรต่อสู้มากกว่าการตัดสินใจของนักรบในระดับปัจเจก

ศุทธนากล่าวต่อ ว่าสถานการณ์ความขัดแย้งในบ้านเราถือว่ายาวนาน ขณะนี้ นับรบที่เป็นรุ่นแรก ๆ ที่อายุเยอะขึ้นก็ทยอยกลับบ้าน ในเรื่องของสุขภาพ เราจะเห็นว่าคนที่กลับบ้านก็ต้องได้รับการดูแล การต่อสู้ที่ยาวนานก็ย่อมมีคนที่กลับบ้านมาแล้ว ขณะเดียวกันก็ยังมีสิ่งที่สะท้อนให้เห็นว่าอุดมการณ์ของเขาไม่ได้เปลี่ยนแปลง ซึ่งนั่นยังคงเป็นสิ่งบ่งชี้สำคัญว่าพวกเขาเองยังอยากเห็นความเป็นธรรมในพื้นที่ พร้อมกันพวกเขาก็อยากเห็นมีการตกลงเจรจาทางการเมืองเป็นหลัก ซึ่งจะต้องให้เกิดขึ้น เพียงแต่ตอนนี้ยังไปไม่ถึงจุดนั้น การจัดวางกลไกพื้นฐานเพื่อรองรับการกลับคืนสู่สังคมในระหว่างที่การเจรจาทางการเมืองยังไม่บรรลุผลนี้เองจึงเป็นสิ่งที่สมควรแก่การจัดทำเพื่อสร้างการรองรับไว้สำหรับกระบวนการสันติภาพที่จักบรรลุผลในอนาคต

ข้อสังเกตต่อกระบวนการยุติธรรมในการกลับคืนสู่ชุมชน

อัญชนา อธิบายว่าการวิจัยเรื่องนี้เป็นการเชื่อมโยงกระบวนการสร้างสันติภาพระยะยาว ตนยังไม่เห็นถึงการมีส่วนร่วมของหลากหลายฝ่ายในการศึกษานี้ อีกทั้งงานวิจัยยังขาดการเชื่อมโยงกับเรื่องของสถานการณ์หรือจำนวนเหตุการณ์ อัญชนายังมองว่าสิ่งสำคัญในแง่ของการเปลี่ยนผ่านความขัดแย้ง ทุกคนมักจะให้ความสำคัญเหยื่อค่อนข้างมากในฐานะผู้เสียหายจากสภาวะสงคราม แต่กระบวนการศึกษาในครั้งนี้เรายังมองไม่เห็นว่าผู้เสียหายจากสภาวะสงครามที่เข้าไปมีส่วนร่วมในเรื่องนี้ได้รับการดูแลอย่างไร และการดูแลไม่ได้ดูแลในทางด้านเศรษฐกิจหรือจิตใจหรือผู้ที่กลับบ้านเองก็ไม่ได้ให้ถูกดูแลในเรื่องของจิตใจอย่างแท้จริง กลุ่มที่กลับบ้านถูกด้อยค่า การกลับมาเพราะความยากลำบากมันไม่ได้สะท้อนถึงคนที่อยากกลับมาทั้งหมด  คนที่กลับมาอาจจะมีเป้าหมายอย่างอื่น การเปลี่ยนแปลงสถานะ บทบาทตัวเอง

อัญชนายังกล่าวต่อ ว่ากระบวนการที่ยังขาดในการศึกษาคือการช่วยเหลือของกฎหมาย ขณะเดียวกัน เป็นเรื่องสำคัญในการมองว่ากฎหมายอะไรที่เหมาะในการเปลี่ยนผ่าน กฎหมายที่ใช้ส่วนใหญ่มักเป็นการนิรโทษกรรมหรือกระบวนการยุติธรรมทางเลือก แต่ในการศึกษาพูดถึงกระบวนการในชุมชน ซึ่งในชุมชนแทบจะไม่มีใครไปใช้ในกลไกเหล่านี้ แม้กระทั่งยุติธรรมจังหวัดที่พวกไม่ค่อยได้เข้าไปใช้

คุณลม้าย มานะการ จากสมาคมลุ่มน้ำสายบุรี มองว่าเนื่องจากวิธีการวิจัยนี้อาศัยการศึกษาเชิงคุณภาพ ข้อเสนอที่ออกมาจากงานวิจัยนี้ถือเป็นความคิดเห็นที่มีความสำคัญ นั่นคือจะทำอย่างไรให้คนที่กลับมาเกิดความปลอดภัย ห่างไกลจากการถูกต้องสงสัยซ้ำแล้วซ้ำเล่าในกรณีที่เกิดสถานการณ์ความไม่สงบในชุมชนของเขาเอง

ขณะที่ ฟารีดา ยังคงมีข้อสังเกต ว่ามีกลุ่มเป้าหมายของงานวิจัยนี้ที่ต้องการการช่วยเหลือในส่วนของกระบวนการยุติธรรมหรือไม่ อย่างเช่นกระบวนการยุติธรรมทางเลือกที่อาเจะห์  ที่ให้มีการขอโทษระหว่างฝ่ายที่กระทำหรือฝ่ายที่ถูกกระทำ ขณะเดียวกัน คนที่เคยเป็นนักรบเอง เขายังแอบโอนเงินไปให้เหยื่อทุก ๆ เดือน ตนมองว่ามิติการเยี่ยวยาโดยใช้หลักความยุติธรรมถือเป็นสิ่งสำคัญ

 

การกลับคืนสู่ชุมชนกับทิศทางเชิงนโยบาย

อัญชนายังกล่าวว่า สิ่งที่ยังขาดคือการมองมิติในระดับการเชื่อมโยงเพื่อนำไปสู่การยอมรับการกลับมาที่ไม่เกิดความรุนแรงซ้ำ ในงานวิจัยก็บอกว่าการกลับมาเองนั้นก็มีสถานการณ์ที่นำไปสู่การถูกทำร้ายหรือทำให้เสียชีวิตได้ ซึ่งมันก็ได้เกิดเหตุการณ์เช่นนี้มาแล้ว

คุณแพททริก แบรอน จากธนาคารโลก ร่วมแสดงความคิดเห็นเกี่ยวกับประสบการณ์จากกรณีที่รัฐพยายามให้การสนับสนุนกองกำลังรบ แต่กลับพบกับความล้มเหลว ตัวอย่างเช่นกรณีรัฐบาลอัฟกานิสถานร่วมกับสหประชาชาติ (UN) จัดทำโครงการหนึ่งขึ้นมาโดยการที่ให้เงินกับกลุ่มนักรบตาลีบัน ทว่าโครงการนั้นได้กลายเป็นหายนะครั้งใหญ่ เนื่องจากมีบางคนที่ปลดระวางจากการเป็นนักรบไปแล้ว แต่กลับถูกสังหารในบ้าน เหตุการณ์เช่นนั้นเองได้ส่งผลต่อการเจรจาสันติภาพระหว่างรัฐบาลกับตาลีบัน และความไว้เนื้อเชื่อใจระหว่างทั้งสองฝ่ายลง เช่นกัน แพททริกมองว่าเป็นสิ่งที่แย่มากหากเกิดสถานการณ์เช่นนั้นในไทย

ทั้งนี้ แพททริกยังคงชี้ให้เห็นถึงเป้าประสงของการกลับมา ว่าการที่พวกเขาตัดสินใจกลับมาเพื่อครอบครัวเป็นสิ่งที่สำคัญมากกว่าประโยชน์อื่นใด ขณะเดียวกัน การให้ความสำคัญกับการดูแลกลุ่มคนที่ประสงค์วางอาวุธ ถือเป็นเรื่องดีสำหรับฝ่ายกองกำลังด้วยเช่นกันที่เขาจักมีความไว้เนื้อเชื่อใจมากขึ้น จากการที่รัฐบาลให้ความใส่ใจและดูแลอย่างมีประสิทธิภาพ

ขณะที่ภมรรัตน์ ได้อธิบายให้เห็นถึงความจำเป็นของภาคประชาสังคมในการเข้ามีบทบาท โดยสิ่งที่สำคัญคือการมีเวทีที่จะสร้างความสามารถให้กลุ่มคนที่กลับมาสามารถที่จะเข้าสู่เวทีเพื่อการพูดคุย อย่างน้อยให้คนที่กลับมามีความเข้าใจว่าบทบาทหน้าที่ที่เขาสามารถเข้ามามีส่วนร่วมทางการเมืองระดับใดได้บ้าง เช่นเดียวกับโซรยา จามจุรี จาก Civic women ที่มองว่าคนที่กลับมาจะสามารถรักษาบทบาทตลอดจนอุดมการณ์ทางการเมืองในที่สาธารณะได้อย่างไรบ้าง

ทั้งนี้ ศุทธนาสะท้อนประสบการณ์หนึ่งจากการเก็บข้อมูลว่า ผู้วิจัยได้พบกลุ่มอดีตนักรบผู้หญิงเป็นจำนวนน้อยมาก ผู้หญิงไม่มีได้มีความชัดเจนในการนำเสนอตนเองเหมือนนักรบชาย ผู้หญิงเองก็มักตกอยู่ในสถานการณ์ถูกกระทำทางเดียว อย่างการถูกสอบสวน เป็นอาทิ กระนั้นแม้ว่าจะเป็นความยากลำบากในการทำมาหากิน แต่พวกเธอก็มีความได้เปรียบเรื่องอิสรภาพมากกว่า สิ่งที่ดูเหมือนเป็นเรื่องยากสำหรับผู้หญิงคือเรื่องสภาพจิตใจ แม้จะมีเยียวยาในรูปแบบเดียวกัน แต่ความต้องการก็มีความแตกต่างกัน

สำหรับเอกรินทร์ ในฐานะหนึ่งในคณะผู้วิจัยเองได้สะท้อนว่า สิ่งที่ผู้เข้าร่วมได้สะท้อนและอภิปรายในวันนี้ถือเป็นสิ่งที่ดีเป็นอย่างยิ่ง สำหรับตนในฐานะผู้วิจัยยังคงเห็นความสำคัญของการนำเสนอทางวิชาการที่จะต้องส่งเสียงความต้องการต่าง ๆ ไปยังรัฐเพื่อให้เกิดการตอบสนอง