สนทนาโครงการสานพลังชุมชน คืนคนสู่ถิ่น ประสบการณ์จากสนามและข้อท้าทายใหม่

100

โครงการสานพลังชุมชน คืนคนสู่ถิ่น (มูลนิธิฮิลาลอะห์มัร) ร่วมกับ ธนาคารโลก และศูนย์สมุทรรัฐเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ศึกษา ม.อ.ปัตตานี จัดกิจกรรมเสวนาโครงการสานพลังชุมชน คืนคนสู่ถิ่น : ประสบการณ์และข้อท้าทาย เมื่อวันพุธ ที่ 30 กันยายน 2563 เวลา 13.00 – 15.00 น. ณ ห้องประชุมวิจารณ์ศุภกิจ ชั้น 3 สำนักงานอธิการบดี (ตึกใหม่) มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ วิทยาเขตปัตตานี ร่วมสนทนาโดย คุณอิสกันดาร์ ธํารงทรัพย์ ผู้อํานวยการโครงการ คุณนุชนาฎ จันทวิเศษ ผู้จัดการโครงการ คุณพาตีเมาะ ดวงจินดา หนึ่งในคณะทํางานสนับสนุนระดับชุมชน และคุณโยฮัน สาตออุมา หนึ่งในคณะทํางานสนับสนุนรายบุคคล ดําเนินรายการโดย ผู้ช่วยศาสตราจารย์ เอกรินทร์ ต่วนศิริ โดยมีภาคประชาสังคมในพื้นที่ได้ให้ความสนใจเข้าร่วมรับฟังและแลกเปลี่ยนประเด็นต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้อง

ทำความรู้จักกับโครงการฯ

นุชนาฎ จันทวิเศษ ผู้จัดการโครงการฯ อธิบายว่าโครงการสานพลังชุมชน คืนคนสู่ถิ่น เป็นโครงการนำร่องแนวทางใหม่ มุ่งการช่วยเหลือด้านสังคมเศรษฐกิจจากผู้ที่เคยได้รับคดีความมั่นคงที่ปลดพันธะทางกฎหมายแล้ว และได้เน้นการช่วยเหลือด้านสังคมและเศรษฐกิจ เพื่อให้กลุ่มคนดังกล่าวสามารถมีชีวิตที่ปรกติสุขร่วมกับชุมชนในของเขา โดยมีระยะเวลาดำเนินงาน 1 ปี กระนั้น สถานการณ์การแพร่ระบาดของโควิด-19 ได้ส่งผลต่อการปฏิบัติงานโครงการที่จำต้องหยุดชะงักลงเป็นเวลาสองเดือน

นุชนาฎยังกล่าวต่อ ว่าเนื่องด้วยพื้นที่สามจังหวัดชายแดนภาคใต้ยังคงเป็นพื้นที่ที่ความขัดแย้งยังคงดำเนินอยู่ จึงได้มีการออกแบบให้ประชาสังคม นั่คือมูลนิธิฮิลาลอะห์มัรเป็นผู้ดำเนินงานโครงการ พร้อมทั้งได้รับการเห็นชอบจากภาครัฐ ได้แก่ สภาความมั่นคงแห่งชาติ, กอ.รมน. และ ศอ.บต. ซึ่งทางโครงการยังได้มีการรายงานความคืบหน้าเป็นระยะให้แก่หน่วยงานดังกล่าว

สำหรับพื้นที่ปฏิบัติงาน ได้มีการจัดทำใน 16 หมู่บ้าน จาก 8 ตำบล ใน 5 อำเภอ ทั้งในปัตตานีและนราธิวาส โดยมีผู้รับประโยชน์ (IPBs) จากพื้นที่ปฏิบัติงานทั้งสิ้น 200 คน โดยมีเคสเวิร์คเกอร์ 20 คน ซึ่งแต่เคสเวิร์คเกอร์แต่ละคนคอยดูแลและให้การสนับสนุนต่อ IPBs จำนวน 20 คน ประกอบกับใจ ผู้ประสานงานชุมชน (ฟาซิลิเตเตอร์) จะทำงานในระดับหมู่บ้าน ซึ่งจะช่วยในงานพัฒนาระดับหมู่บ้าน และกลไกในการรับเรื่องร้องเรียนในแต่ละชุมชน ทั้งนี้ นุชนาฎยังกล่าวต่อถึงเงื่อนไขในการคัดเลือก ทั้งชุมชนที่ปฏิบัติงาน ตลอดจนผู้รับประโยชน์โครงการจากแต่ละชุมชน

“การเลือกพื้นที่เราเลือกก็มีบริบทของพื้นที่ที่ต่างกัน เพราะเป็นโครงการนำร่องเพราะฉะนั้น ความเป็นตัวแทนของชุมชนหรือแม้กระทั่งผู้ที่ได้รับประโยชน์จากโครงการจะผ่านพื้นที่ที่เลือกที่มีแนวคิดทางการเมืองที่ต่างกันด้วย คนเหล่านี้ต้องเต็มใจที่จะเข้าร่วมโครงการเพราะต้องมีความสมัครใจสำคัญเพราะถ้าเขาไม่ร่วมทำงานกันไม่ได้ ระยะเวลาในการกลับบ้านไม่เกิน 10 ปี นี่คือประเด็นหลัก คนที่มีความยากลำบากอาจจะได้รับโอกาสก่อน ผู้หญิงเป็นคนส่วนน้อยมากในกลุ่มนี้ที่จะต้องแบกรับภาระหลาย ๆ เรื่องถ้ามีกลุ่มผู้หญิงเข้าก็จะได้รับโอกาสก่อน ใน 200 คน” นุชนาฎ กล่าว

ขณะเดียวกัน นุชนาฎยังกล่าวถึงการสนับสนุนงานระดับบุคคล จากการดำเนินงานโรงการที่ผ่านมาในระยะเวลา 8-9 เดือน ว่าได้มีการประเมินการสนับสนุนอาชีพแก่ผู้รับประโยชน์โครงการแต่ละคน โดยมีทีมอาชีพคอยติดตามและประเมินความต้องการที่สอดคล้องกับความเป็นไปได้ของ IPBs แต่ละราย ประกอบด้วยงานสนับสนุนด้านจิตสังคม ซึ่งมีศูนย์สุขภาพจิตที่ 12 กับหมอไร้พรมแดน เข้ามาดูแลในส่วนนี้ สำหรับ IPBs ที่ต้องการการดูแลด้านสุขภาวะจิตใจ ในส่วนของงานชุมชนถือว่ามีความสำคัญต่อ IPBs ในการเข้ามีส่วนร่วมกับกิจกรรม ทั้งนี้ ชุมชนเกิดความคับข้องใจใด ๆ ต่อโครงการ ผู้รับประโยชน์ คนในชุมชน สามารถร้องเรียนโครงการผ่านกลไกที่มีอยู่ได้ทุกช่องทาง ทั้งกลไกของทางโครงการ ศูนย์ยุติธรรมชุมชน หรือศูนย์ดำรงธรรม เป็นอาทิ

อ่านเพิ่มเติมได้ใน “แผ่นพับโครงการสานพลังชุมชน คืนคนสู่ถิ่น”

ประสบการณ์และข้อท้าทายจากเจ้าหน้าที่ภาคสนาม

โยฮัน สาตออุมา หนึ่งในคณะทำงานสนับสนุนรายบุคคล (เคสเวิร์คเกอร์) อธิบายถึงประสบการณ์ว่า ประการสำคัญที่เคสเวิร์คเกอร์มักคำนึงคือเรื่องทัศนคติ ตนยอมรับว่าการดำเนินงานในโครงการนี้ เป็นเรื่องใหม่สำหรับคนทำงานและองค์กรที่ทำงานอยู่ในพื้นที่ เนื่องจากเป็นโครงการนำร่อง ในแต่ละพื้นที่ความขัดแย้งก็จะมีลักษณะที่แตกต่างกัน แต่ไม่ใช่ข้อจำกัดที่จะทำให้ไม่สามารถทำงานได้เลยเสียทีเดียว สำหรับคนทำงานที่ต้องลงไปคลุกคลีกับอดีตนักรบย่อมมีความกังวลเป็นธรรมดา กระนั้น โยฮันมองว่าจากเงื่อนไขดังกล่าวตนได้พบประสบการการจัดการกับทัศนคติที่เคสเวิร์คเกอร์มีต่อกลุ่มคนเหล่านั้นได้อย่างน่าสนใจ

“เมื่อได้รับภารกิจต้องไปทำงานกับคนที่เคยเป็นอดีตนับรบ … เป็นคนที่เคยวางระเบิดบ้าง เป็นคนที่เคยจับอาวุธบ้าง ซึ่งก็ค่อนข้างที่จะวิตกกังวลที่เวลาไปเจอกับคนกลับบ้านเหล่านี้เขาจะไว้ใจเราหรือไม่ เราจำเป็นต้องสร้างความไว้วางใจกับกลุ่มเป้าหมาย เราจะต้องไม่เป็นคนแปลกหน้าสำหรับเขา เขาเริ่มเชื่อมั่นใจตัวเคสเวิร์คเกอร์  ก็เก็บรายละเอียดจากเขาเพื่อมาเป็นฐานะข้อมูล ในการช่วยเหลือด้านเศรษฐกิจและสังคม อาชีพเป็นเรื่องหลัก และสุขภาพจิตที่จะต้องดำเนินการพร้อม ๆ กัน” โยฮันกล่าว

โยฮันยังกล่าวถึงสิ่งหนึ่งที่มักเป็นข้อสงสัยจากผู้รับประโยชน์ คือคำถามที่ว่าโครงการนี้เกี่ยวข้องกับรัฐหรือไม่ การถามเช่นนั้นสำหรับตนเป็นการบ่งชี้ว่าเขาเองก็มีความไม่สบายใจที่จะเข้าร่วมกับรัฐ

“สมมติฐานอย่างหนึ่งคือเขาพยายามที่จะสื่อสารสิ่งเดียวกันกับที่คนสามจังหวัดพยายามที่จะสื่อสารเรื่องของการสร้างสังคมในอุดมคติกระบวนการสร้างสันติภาพแต่เขาเลือกที่จะใช้ความรุนแรงในการต่อรองกับรัฐ มันมีเพียงไม่กี่คนที่จะฟังถึงแม้ว่าการฟังจะสนองเขาไม่ได้ฟังว่าเขาต้องการอะไรสื่อสารอะไร และค่อยหารือว่าจะทำเช่นไร” โยฮันกล่าว

สิ่งหนึ่งที่โยฮันพบว่าเป็นข้อท้าทาย คือสถานการณ์ที่นี่ยังไม่สงบและยังไม่ได้มีการวางอาวุธ การทำโครงการลักษณะนี้จึงมีทั้งข้อดีและข้อเสีย โยฮันยังกล่าวต่อ ว่าการเข้าไปทำงานในภาวะแบบนี้คือการที่ผู้คนในพื้นที่ปรารถนาสันติภาพ การที่มีคนอยากกลับบ้าน อยากกลับมาดูแลครอบครัว ขณะเดียวกัน โยฮันยังได้เน้นย้ำถึงการมีความเชื่อมั่นในการสร้างความไว้เนื้อเชื่อใจจากคนทำงานต่อผู้รับประโยชน์เองถือเป็นสิ่งที่สำคัญ เพราะเรื่องของการสร้างความเชื่อใจเป็นสิ่งที่ต้องประคอง ต้องพิสูจน์ให้เขาเห็นว่าเรามาด้วยความจริงใจ ผู้คนเองต่างก็มีมุมมองต่าง ๆ ที่เกิดขึ้นว่าทำไมต้องช่วยเหลือคนพวกนี้ ซึ่งมันมีความจำเป็นอย่างยิ่งที่เราต้องมีทัศนคติที่เปิดกว้างในการมองเขา เพราะสิ่งสำคัญของโรงการนำร่องนี้คือการส่งต่อประสบการณ์ที่ตนเจอในพื้นที่

พาตีเมาะ ดวงจินดา หนึ่งในคณะทํางานสนับสนุนระดับชุมชน กล่าวถึงงานรสนับสนุนระดับชุมชน ว่าเป็นงานที่จะต้องปฏิสัมพันธ์กับองค์กรต้องมีความหลากหลายมาก ที่อยู่ในชุมชน สิ่งหนึ่งที่พบจากพื้นที่คือการที่ชุมชนมีความเปราะบาง การทำงานก็ค่อนข้างที่จะลำบาก ตนพบว่าการทำงานเพื่อให้ชุมชนเกิดการมีส่วนร่วมเป็นความท้าทายหนึ่งที่ต้องเผชิญ ซึ่งจักต้องสร้างความเชื่อใจที่จะมาพูดคุยให้คนในชุมชน ตลอดจนผู้ได้รับประโยชน์เข้ามามีส่วนร่วม

“… เช่น กลุ่มคนที่ได้รับประโยชน์จากโครงการเขายังไม่ปรับตัวเข้าหาชุมชนได้ คนในชุมชนส่วนใหญ่มีความเข้าใจต่อการสนับสนุนผู้คนเหล่านี้ ต้องยกยกระดับรายบุคคลก่อน ถึงชุมชน  เราต้องพูดคุยและทำความเข้าใจเพื่อที่จะให้เขาเข้ามามีส่วนร่วมในชุมชนเป็นการเปิดพื้นที่ให้กับกลุ่มผู้ที่ได้รับประโยชน์จากโครงการเข้ามามีส่วนร่วมที่อยู่ในชุมชน” พาตีเมาะ กล่าว

อ่านเพิ่มเติมได้ใน “FAQs ประเด็นคำถาม-คำตอบที่สำคัญเกี่ยวกับโครงการ”

 

การสร้างความไว้วางใจ

นุชนาฎ อธิบายจากการทำงานในช่วง 9 เดือนที่ผ่านมา ว่าความไว้วางใจเป็นสิ่งที่สำคัญมาก ในระหว่างทางของกระบวนการทำงาน เรื่องความไว้ใจในงานของพื้นที่เปราะบางและมีเงื่อนไขที่แตกต่างกันหลากหลายนี้เอง ทางโครงการก็ได้ทำอย่างมีพัฒนาการ โดยโครงการต้องเผชิญกับข้อสงสัยที่ว่าโครงการนี้เกี่ยวข้องกับรัฐหรือไม่ นุชนาฎมองว่าสิ่งที่สำคัญของการทำงานตรงนี้คือการที่โครงการมีผู้เชี่ยวชาญในการมองที่จะช่วยเหลือแต่เราต้องประเมินสถารณ์อยู่ตลอดเวลา

โยฮันได้กล่าวถึงประเด็นการสร้างความไว้วางใจต่อผู้รับประโยชน์ในงานสนับสนุนรายบุคคลว่า ก่อนที่เคสเวิร์คเกอร์จะลงไปทำงานกับผู้รับประโยชน์ เคสเวิร์คเกอร์ต้องรับการอบรม ทั้งทักษะในด้านการสื่อสาร การสังเกต การวางตัว บุคลิกภาพ ซึ่งนุชนาฎได้กล่าวเสริมถึงประเด็นนี้ว่า การลงพื้นที่ในแต่ละครั้งจะต้องมีการประสานงานกับคณะกรรมการระดับชุมชน อย่างอิหม่าม โต๊ะครู กำนัน หรือผู้ใหญ่บ้านให้รับทราบว่าจะมีการลงไปพบปะกับผู้รับประโยชน์ โดยมีผู้สันทัดบริบทของชุมชน เป็นผู้นำทางเคสเวิร์คเกอร์หรือคณะทำงานลงไปในชุมชน

“เริ่มแรกเราเราไม่ได้สร้างได้แต่เราต้องสร้างจากตัวบุคคลที่เขาไว้วางใจ เช่น ตัวผู้นำที่มีความสัมพันธ์ในหลายมิติเบื้องต้น คณะกรรมการที่เราเลือกปรึกษาในเรื่องอาชีพคนเหล่านี้มาจากตัวแทนที่เขารู้จักกันดี เรามีคนนำทางที่ผู้รับประโยชน์เชื่อใจในการเข้าถึงพวกเขาในระยะแรก จะทำให้เขาเองรู้สึกสบายใจที่เห็นคนเหล่านี้ไปกับเคสเวิร์คเกอร์ พอเขาเริ่มคุ้นชินกับเคสเวิร์คเกอร์ แล้วผู้นำทางก็จะมีบทบาทลดลง ซึ่งต่อมาคือการดูว่ารูปธรรมที่เขาคาดหวังจะเกิดขึ้นหรือไม่” นุชนาฎ กล่าว

 

ขอบเขตของการสนับสนุน

คุณสมใจ ชูชาติ ผู้ใหญ่บ้านนอก ต.บ้านนอก อ.ปานาเระ จ.ปัตตานี มีข้อสังเกตต่อโครงการสานพลังชุมชนฯ ว่าวัตถุประสงค์โครงการคือทำงานกับคนที่ปลดหมายแล้วหมายถึงเขากลับมาจากมาเลเซียด้วยหรือไม่  สำหรับตนมองในกรณีบางพื้นที่ที่ผู้ต้องหมายไม่สามารถอยู่บ้านได้ ตนก็อยากทราบว่าการทำงานของทีมมีหน่วยงานรัฐในพื้นที่มาร่วมงานหรือไม่ หรือว่าเป็นการทำงานด้วยตนเอง เพราะผู้เห็นต่างบางคนที่มาร่วมย่อมไม่เชื่อใจรัฐอยู่แล้ว

สมใจยังมีข้อสังเกตต่อ ว่าการสนับสนุนงานด้านอาชีพนั้นเป็นการสนับสนุนแต่ละกรณีด้วยความสมัครใจหรือบังคับ หรือการสนับสนุนบางอย่างเช่น การให้วัวเองนั้น เป็นความต้องการของเขาจริง ๆ หรือเป็นเพราะตัวเขาเองอาจไม่มีทางเลือกอื่น

โยฮันได้กล่าวถึงข้อสังเกตดังกล่าวของสมใจ ว่าการสนับสนุนด้านอาชีพนั้นอยู่บนความต้องการพื้นฐานของเขาเป็นหลัก โครงการเองก็ต้องประเมินว่าความต้องการของเขาเอง ว่ามีความเป็นไปได้บนฐานทรัพยากรที่เขามีหรือไม่ ขณะที่บทบาทของรัฐนั้นก็จะมีเข้ามาในส่วนของการให้คำปรึกษาประเด็นเฉพาะ เช่น การให้ปศุสัตว์จังหวัดเข้ามาอบรมและให้คำปรึกษาเกี่ยวกับอาชีพ เป็นต้น

“เราจะต้องประเมินความต้องการเขาและความเป็นไปได้ ไม่ว่าความต้องจะเป็นเรื่องของการเกษตรหรือเลี้ยงสัตว์ ก็จะต้องไปดูพื้นที่ว่าตัวของเขาเองมีหรือไม่ ถึงแม้บางอาชีพที่เลือกกันส่วนมากจะเป็นเกษตรกร แต่เราก็ต้องมองฐานทรัพยากรที่เขามีควบคู่กัน หลายคนก็ทำอาชีพที่แตกต่างกันออกไป เช่นอาชีพทางด้านช่าง ค้าขาย บางคนก็ทำกิจการออนไลน์  ซึ่งจะดูบนฐานความต้องการของเขาและความน่าจะเป็นด้วย โดยทีมที่สนับสนุนทางด้านอาชีพที่สามารถจะเชื่อมโยงที่มีความเชี่ยวชาญเฉพาะด้านในแต่ละด้านที่กลุ่มเป้าหมายต้องการ ในเรื่องการตัดสินใจรวมกัน” โยฮันกล่าว

นุชนาฎ ได้เน้นย้ำถึงวัตถุประสงค์สำคัญของการสนับสนุนในโรงการนำร่องนี้ ว่าเป็นการดูแลช่วยเหลือในเรื่องของอาชีพ ชีวิตความเป็นอยู่ และสภาพจิตใจ ให้มีสภาพความเป็นอยู่ร่วมกับผู้คนในชุมชนที่ดีขึ้น เช่นเดียวกับพาตีเมาะ ที่กล่าวถึงวัตถุประสงค์สำคัญของงานชุมชนว่าเป็นการมุ่งในเรื่องของการสร้างปฏิสัมพันธ์ โดยมีชุมชนเป็นผู้เสนอและดำเนินการจัดโครงการที่มาจากความต้องการของชุมชนเอง

 

โครงการกับมิติความมั่นคงในพื้นที่

อัญชนา หีมมินะ จากกลุ่มด้วยใจ มีข้อสังเกตต่อโครงการว่าโครงการมีความเกี่ยวข้องกับทหารด้วยหรือไม่ เนื่องจากชุมชนอาจมีข้อกังวลกับฝ่ายทหาร อัญชนาได้ยกถึงกรณีของบ้านลุโบ๊ะเยาะ ซึ่งเป็นพื้นที่หนึ่งของโครงการและเป็นพื้นที่ที่ตนเคยเข้าไปรับฟังประสบการณ์เกี่ยวกับสถานการณ์ในชุมชน โดยเป็นสถานการณ์ที่ส่งผลต่อสภาพจิตใจ เช่น เหตุการณ์ที่ทหารได้รวมชาวบ้านผู้ชายทั้งหมู่บ้านเนื่องจากไฟไหม้โรงเรียน โดยระหว่างนั้นมีการใช้อาวุธปืนชี้รอบ ๆ กลุ่มชาวบ้านที่รวมอยู่ อัญชนาคิดว่าเหตุการณ์เช่นนี้ในอดีตส่งผลต่อสภาพความสัมพันธ์และจิตใจของคนในชุมชน โดยเฉพาะต่อทหาร หากไม่ได้รับการคลี่คลาย ตนก็คิดว่าการสร้างความเชื่อใจอาจไม่สามารถเกิดขึ้นได้จริง ซึ่งจะส่งผลกระทบต่อการสนับสนุนด้านอื่นเช่นอาชีพด้วย

เช่นเดียวกับ ซูรัยยา วาหะ จากสหพันธ์นักเรียน นิสิต นักศึกษา และเยาวชนปาตานี (Permas) อภิปรายถึงโครงการในลักษณะนำร่องนี้ว่าจะมีแนวทางไปต่ออย่างไร เพราะตนคิดว่าคนที่เข้าสู่คนกลับบ้านไม่ได้มีแค่คนในหมู่บ้าน ยังมีคนอีกเยอะที่ต้องการความช่วยเหลือ ในอนาคตอาจมีการทำงานนโยบายกับภาครัฐหรือไม่

อุสมาน ดาโอ๊ะ เจ้าหน้าที่รับเรื่องร้องเรียนโครงการฯ อธิบายว่าโครงการนี้ไม่ได้เกี่ยวข้องกับโครงการพาคนกลับบ้านเมื่อระหว่างปี 2553-2555 และขณะเดียวกันทางโครงการก็ไม่สามารถที่จะรู้ได้ว่าระบบการรายงานตัวเป็นเช่นไร 16 พื้นที่มาจากเลือกคนที่เข้าเงื่อนไขหรือโดน พรก.ที่มีชื่ออยู่ในระบบทางการ

“… ในพื้นที่และในพื้นที่ต้องมีผู้ประสานซึ่งต้องเป็นคนของเรา  ต้องเป็นพื้นที่ที่มีทีมงานพอสมควร เป็นงานที่ค่อนข้างมีความละเอียดอ่อนต้องมีความระมัดระวังของคณะทำงาน ซึ่งการที่จะลงไปทำงานเราต้องมีการพูดคุยมากมาย” อุสมาน กล่าว

อาลาดี เด็งนิ จากมูลนิธินูซันตารา มีข้อสังเกตว่าโครงการนี้ได้นำคนที่เคยต่อสู้แล้วมอบตัวกลับเข้าร่วมโครงการ ส่วนใหญ่คนที่เข้าโครงการส่วนใหญ่จะถูก พรก.ฉุกเฉิน แล้วก็ออกจากเรือนจำ ตนเห็นว่าสังคมจะมองต่างกัน คนที่ออกจาคนที่ออกจากเรือนจำ เขาไม่ได้ถูกมองว่าคนกลุ่มนี้ไม่เปลี่ยนอุดมการณ์ แต่คนที่กลับมามอบตัวเขาอาจจะถูกมองว่าถูกเปลี่ยนอุดมการณ์ไปแล้ว

“ในเมื่อเขาอยู่ในสังคมสังคมไม่ได้รังเกียจคนที่ออกมาจากเรือนจำ เราทำกับชุมชนให้สังคมยอมรับมันเกิดความสับสน เอาเกณฑ์อะไรที่บอกว่าเขาไม่ต่อสู้แล้ว เขาเปลี่ยนอุดมการณ์แล้ว บางครั้งอาจจะต่อสู้โดยเปลี่ยนวิธีการอื่น เราจะกำลังถูกมองว่ากำลังทำอะไรกับพวกเขาหรือไม่ คำนึงความปลอดภัยของพวกเราเป็นสิ่งที่กังวล” อาลาดี กล่าว

อิสกันดาร์ ธำรงทรัพย์ ผู้อำนวยการมูลนิธิฮิลาลอะห์มัรและผู้อำนวยการโครงการฯ กล่าวว่าโครงการนี้ได้รับการออกแบบเรื่องกลไกโดยมีธนาคารโลกเข้ามาเกี่ยวข้อง การเลือกพื้นที่เลือกบุคลากร ตลอดจนคนที่กลับสู่สังคม กระทั่งคนที่กลับไปอยู่ในหมู่บ้านอยู่แล้วก่อนหน้า ก็มีคนที่อยู่ในฐานะฮีโร่ที่สังคมยอมรับ ขณะเดียวกัน ก็ยังมีคนที่กลับมาอยู่ในชุมชนของตัวเองแต่ไม่ได้เป็นฮีโร่ การออกแบบก็ยังมีงานของชุมชนมาเกี่ยว โครงการก็พยายามหาพื้นที่ที่เป็นทั้งฮีโร่และไม่เป็นฮีโร่

อิสกันดาร์ยังอธิบายต่อ ถึงบทบาทส่วนอื่น ๆ ที่เป็นข้อท้าทายของโครงการในพื้นที่ คืออิทธิพลของบุคคล ตนมองว่าในพื้นที่เองก็มีผู้มีอิทธิพลที่ใช้ความรุนแรงและใช้อาวุธในการกดขี่ประชาชน ซึ่งไม่เกี่ยวกับกระบวนการต่อสู้ ไม่เกี่ยวกับรัฐ นี่คือส่วนของบทบาทโครงสร้างในชุมชนที่อยู่นอกเหนือความเป็นรัฐและขบวนการที่เราต่างเข้าใจ

ขณะที่ ฆอซาลี อาแว จากนักวิจัยสถาบันสิทธิมนุษยชนและสันติศึกษา มหาวิทยาลัยมหิดล อภิปรายว่ากรณีตัวอย่างพรรคคอมมิวนิสต์มาลายา ที่อยู่ที่จุฬาภรณ์พัฒนาที่ 12 เวลาที่เขากลับมาจากการในป่าแล้วมาตั้งหมู่บ้านใหม่ในช่วงแรก ๆ ก็มีกระบวนการกลไกโดยทางรัฐจะเยียวยาในการให้เงินตั้งต้น และที่อยู่อาศัยและอาชีพ แต่ในโครงการนี้ ตนเห็นว่าผู้ที่รับประโยชน์ที่กลับมาแล้ว 2-5 ปี มีระบบการดำเนินงานใน 16 หมู่บ้าน มี 5 อำเภอ 8 ตำบล 2 จังหวัด ซึ่งมันก็ไม่แปลกเพราะเป็นการนำร่อง แต่เกณฑ์ในอะไรที่เลือกพื้นที่ ทำไมถึงไม่มียะลา ซึ่งอิสกันดาร์ ได้อธิบายถึงแนวลักษณะการเลือกพื้นที่ในโครงการนำร่องนี้ว่า มาจากการประเมินในเบื้องต้นว่าแต่ละพื้นที่ที่จะดำเนินงานนั้น ว่าจะต้องแสดงให้เห็นถึงความเป็นไปได้ถึงจำนวนคนที่เข้าเงื่อนไขว่ามีมากพอ

อิสกันดาร์ ยังอธิบายถึงสาเหตุของการทำโครงการทั้งในระดับชุมชนและรายบุคคล ว่าเนื่องจากบางคนที่เคยเกี่ยวข้องกับคดีความมั่นคงในบางชุมชน เป็นคนที่ถูกสังคมโดดเดี่ยวหรือเขาอาจปลีกตัวไปจากสังคม การมีโครงการชุมชนควบคู่กับงานรายบุคคลจึงมีความสำคัญในแง่ของการฟื้นฟูร่วมด้วย

“ถ้าเขาเป็นฮีโร่ในชุมชนของตัวเองเขาต้องเดินอย่างสง่าผ่าเผย แต่ความจริงกลับไม่ ความจริงของชีวิตที่ปะทะกับอุดมการณ์ มันเลยทำให้เรามีงานชุมชนเพื่อที่จะดึงคนเหล่านี้เข้ามาเกี่ยวข้อง ด้วยกับการที่ให้ประโยชน์กับชุมชนในเรื่องของงบประมาณก้อนหนึ่งเล็ก ๆ เพื่อที่จะให้เกิดกิจกรรมในการสร้างสัมพันธ์กับชุมชน มันเลยทำให้เกิดอีกขาหนึ่งก็คืองานชุมชนขึ้นมา เพื่อที่จะให้คนที่อยู่ในโครงการเขามาเกี่ยวข้องกับชุมชน” อิสกันดาร์กล่าว

 

ข้อท้าทายของโครงการ

อิสกันดาร์อธิบายถึงนิยามการทำโครงการนำร่องนี้ว่า การนำร่องไม่ได้หมายความว่าต้องไปต่อหรือไม่ ในเบื้องต้นนี้อาจเรียกว่าเป็นระยะทดลองก็ได้ ซึ่งสิ่งสำคัญของโครงการนี้คือการคิดบนพื้นฐานของคนที่ต้องการกลับคืนสู่ชุมชนในขระที่ความขัดแย้งนี้ยังดำเนินไป ซึ่งอิสกันดาร์ได้ตั้งคำถามชวนคิดว่า หากวันนี้มีคนตัดสินใจไม่สู้กับรัฐแล้ว เราควรจะทำอย่างไร พร้อมกับที่เราคำนึงว่าผู้คนจะยอมรับได้ด้วยหรือไม่ อย่างไร ซึ่งสำหรับโครงการนี้ อิสกันดาร์ยังคงเน้นย้ำว่าโครงการนี้เกี่ยวข้องกับผู้ที่ปลดพันธะทางกฎหมาย ไม่ได้มุ่งหมายกับคนที่ต่อสู้ทางการเมืองเป็นใจความสำคัญ

“คนต่อสู้ทางการเมืองไม่ได้เข้าเงื่อนไขของโครงการนี้ คนที่ต่อสู้ทางการเมืองค่อนข้างยาก คนที่ได้รับการคัดเลือกค่อนข้างเป็นคนที่ยากจน อาจไม่เป็นที่สนใจ ถ้าถามว่าโครงการนี้สนับสนุนคนที่ต่อสู้ทางการเมืองหรือไม่ อาจจะไม่เกี่ยวโครงการนี้ เราเน้นในเรื่องกระบวนการของเขาการเกี่ยวข้องทางการเมืองของเขาอาจเป็นความสนใจของเขาเองมากกว่า เราไม่ได้พัฒนาให้เขาเป็นประชาสังคม เรามุ่งทางด้านปรับปรุงและพัฒนาชีวิตมากกว่า ยอมรับว่าผู้ที่เข้าโครงการต้องมีความสมัครใจซึ่งยอมรับว่าบางคนถึงแม้จะมีความยากไร้มากกว่าหรือมีเงื่อนไขที่สมบูรณ์กว่าคนอื่น ๆ  มีบางคนที่เงื่อนไขครบถ้วนแต่ไม่อยากเข้าร่วมก็มี” อิสกันดาร์ กล่าว

ขณะที่ จุฬารัตน์ ดำรงวิถีธรรม จากศูนย์ความร่วมมือทรัพยากรสันติภาพ (PRC) อภิปรายว่า การใช้วิธีการต่อสู้ด้วยสันติอาจจะเป็นวิธีอื่น ๆ อาจเป็นภาคประชาสังคมที่จะผลักดันประเด็นบางอย่างให้กับเขา หรือให้กับคนที่เคยออกมาต่อสู้ ซึ่งไม่ได้เน้นในเรื่องของการทำอาชีพหรือการดูแลตัวเอง เพราะเขาอาจเข้มแข็งอยู่แล้ว อาจต้องมีการเปิดพื้นที่ให้กับเรื่องของอุดมการณ์การต่อสู้ของเขาที่ยังคงอยู่ด้วยก็เป็นได้

รอมฎอน ปันจอร์ จากศูนย์เฝ้าระวังสถานการณ์ชายแดนใต้ กล่าวว่า  การยอมรับตรง ๆ ว่านี่คือการทำงานกับคนที่ยอมแพ้ อย่างเนื้อหาในช่วงเช้า (ที่มีการนำเสนองานวิจัย) มันมีความแตกต่างกัน เพราะว่าคนที่จะเข้าสู่โครงการเหล่านี้ พยายามที่จะบอกว่าตนก็ยังสู้อยู่ แต่พอไปดูเงื่อนไขจริงก็ต้องยอมรับว่าถ้าจะสู้ก็มีทางยากเหมือนกัน โดยเฉพาะปัจจัยทางเศรษฐกิจ แต่ตัวโครงการก็ไม่ได้ไปมุ่งว่าจะไปเปิดทางเรื่องการให้สู้จริง ๆ

“… เขาก็ไม่ได้มีความสามารถที่จะสานต่ออุดมการณ์ แม้ว่าความฝันจะเป็นอย่างนั้นอยู่  เพียงแค่เขาเอาตัวรอดและกลับมาหาลูก ซึ่งก็อยู่กับความจริง” รอมฎอน กล่าว

ฟารีดา ปันจอร์ จากสถานวิจัยสถานวิจัยความขัดแย้งและความหลากหลายทางวัฒนธรรมภาคใต้ อภิปรายว่า โครงการได้มีกระบวนการที่เกี่ยวข้องกับเรื่องของวงจรของความรุนแรงเข้ามาหรือไม่ อย่างในช่วงเวลาที่ฝ่ายกองกำลังหรือฝ่ายรัฐมีการเจรจาต่อรอง

“… มีเสียงสะท้อนจากผู้ที่เราให้คำปรึกษาบ้างไม่ เช่นเขาพูดถึงกระบวนการว่าอย่างไง มีการฟีดแบคว่าอย่างไร มีเสียงที่ออกจากการสนทนาบ้างหรือไม่ หรือว่าทางรัฐมีการเข้ามาถาม มีการพูดถึงโครงการนี้ อยากเข้าใจว่าโครงการนี้ซึ่งพยายามที่จะแยกเป็นเอกเทศระหว่างโครงการที่ทำโดยรัฐและองค์กรระหว่างประเทศนั้น มีฟีดแบคจากเสียงรอบข้างอย่างไร” ฟารีดากล่าว

อิสกันดาร์ ได้พิจารณาถึงสิ่งที่เกิดขึ้นเกี่ยวกับโครงการลักษณะนี้ในระหว่างที่ยังคงมีการเจรจาระหว่างรัฐกับขบวนการว่า เป็นสิ่งที่แน่ชัดว่าทั้งรัฐและขบวนการไม่พอใจโครงการลักษณะนี้ ฝ่ายรัฐเองก็อยากจะทราบว่าเราเข้าไปหนุนเสริมกลุ่มคนเปราะบางหรือชุมชนในโครงการนี้อย่างไร ขณะที่อีกฝ่ายก็เกรงว่าการทำโครงการลักษณะนี้จะส่งผลต่ออุดมการณ์ของพวกเขา

“… ช่วงแรกรับแรงกระแทกสูงทั้งสองฝั่งมันก็มีส่วนที่ต้องทำให้คิดถึงงานชุมชนและคิดถึงวิธีการจะเอาน้องๆมาเป็นเคสวอคเกอร์ที่ไปพบกับคนกลุ่มนี้ว่าทำไมต้องเอาคนใหม่เด็กใหม่หน้าใสเพราะมีหลายอย่างที่น่าค้นหา อยากให้มองว่าเราจะฟันธงอะไรไม่ได้ในสถานการณ์แบบนี้ เพียงแค่ต้องคิดอยู่บนพื้นฐานความเป็นจริงของชีวิต ที่ปะทะกับอุดมการณ์ แม้ว่าอุดมการณ์มุมไหน มีสองส่วนที่ปะทะกันอยู่แต่ความตั้งใจของมูลนิธิในการเข้ามารับโปรเจ็คร่วมกับธนาคารโลก ก็คิดถึงการดีไซน์เป็นหลักที่ใช้นำร่องพยายามแสวงหาวิธีการที่จะเข้าไปเกี่ยวข้องช่วยเหลือคนในด้านมนุษยธรรมมากกว่าที่จะคิดถึงอุดมการทางการเมืองหรืออุดมการณ์การต่อสู้” อิสกันดาร์ กล่าว

ขณะที่ ภมรรัตน์ ตันสงวนวงศ์ จากธนาคารโลก อธิบายว่า การทำงานขององค์กรระหว่างประเทศในพื้นที่สามจังหวัดชายแดนภาคใต้ ณ ปัจจุบันมีความยากลำบาก เพราะรัฐบาลมีการเฝ้ามอง เนื่องจากกลัวว่าทางเราจะเข้ามาแทรกแซง ทั้งนี้ ภมรรัตน์ได้ชวนให้พิจารณาถึงสิงที่ทางธนาคารโลกได้มีประสบการณ์การทำงานและการมีบทบาทในพื้นที่ ซึ่งสิ่งสำคัญคือการนำเสนอประสบการณ์จากหลากหลายแห่งในโลก มาร่วมพิจารณาเพื่อเสริมสร้างการสนับสนุนในพื้นที่ โดยรวมถึงโครงการนำร่องนี้ด้วย

“ธนาคารโลกเรามองในเรื่องของกลไก และในแง่ประสบการณ์ที่ทำจากต่างประเทศ ตลอดจนบทบาทของประชาสังคมในการมีส่วนร่วม” ภมรรัตน์ กล่าวทิ้งท้าย

ศึกษาเพิ่มเติมเกี่ยวกับโครงการได้ใน “คู่มือการดำเนินงานโครงการ สานพลังชุมชน คืนคนสู่ถิ่น”