เสวนา ชีวิตเปราะบาง ความรุนแรง และโรคระบาดในชายแดนใต้

4

วันที่ 16 ธันวาคม 2563 โครงการสานพลังชุมชน คืนคนสู่ถิ่น (มูลนิธิฮิลาลอะห์มัร) ภายใต้การสนับสนุนของธนาคารโลก ร่วมกับศูนย์สมุทรรัฐเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ศึกษา, แขนงวิชาการปกครองท้องถิ่น คณะรัฐศาสตร์ ม.อ.ปัตตานี จัดกิจกรรมเสวนา “ชีวิตเปราะบาง ความรุนแรง และโรคระบาด ในชายแดนใต้” ณ ห้องประชุมชูเกียรติ ปิติเจริญกิจ คณะวิทยาการสื่อสาร มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ วิทยาเขตปัตตานี

ทั้งนี้ กิจกรรมมุ่งนำเสนอประสบการณ์ประชาสังคมในการขับเคลื่อนงานพัฒนาร่วมกับกลุ่มเปราะบางในพื้นที่สามจังหวัดชายแดนภาคใต้ ผ่านมิติต่าง ๆ ที่มีความแตกต่างหลากหลาย ผ่านประสบการณ์ภาคประชาสังคม 8 องค์กร โดยกิจกรรมจัดขึ้น พร้อมถ่ายทอดสดผ่านเพจ The PEN กล่าวเปิดเสวนาโดย ดร.ฮาฟีส สาและ ผู้อำนวยการศูนย์สมุทรรัฐเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ศึกษา ดำเนินการเสวนาโดย ผู้ช่วยศาสตราจารย์เอกรินทร์ ต่วนศิริ จากคณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์

ดร.ฮาฟีส สาและ กล่าวถึงความสำคัญของการทำงานหนุนเสริมคนเปราะบาง ทั้งในบริบทสถานการณ์ความไม่สงบและในวิกฤตการระบาดของโควิด 19 ที่ผ่านมา ว่ามีความสำคัญในแง่ของการบูรณาการหรือเข้าร่วมกับสังคมในภาวะที่เป็นปกติ ผ่านมิติการทำงานต่าง ๆ ที่มีความแตกต่างหลากหลาย ข้อกังวลต่าง ๆ ที่เกิดขึ้นในสังคมนี้เองถือเป็นความจำเป็นอย่างยิ่งที่จะได้รับการทบทวนผ่านพื้นที่สถาบันการศึกษา ตลอดจนการขยับขยายไปสู่พื้นที่สาธารณะที่กว้างขึ้น

“เราก็มีทั้งภาคประชาสังคมแล้วก็หน่วยงานราชการที่เข้ามาพูดคุยในวงเสวนาวันนี้ร่วมกันคิดว่าเป็นอีกเวทีนึงที่จะทำให้การขับเคลื่อนเพื่อดูแลคนในสังคมเรา”

 

มูลนิธินูซันตารากับบทบาทการหนุนเสริมเด็กกำพร้าในสถานการณ์ความรุนแรง

มูฮัมหมัดอาลาดี เด็งนิ ประธานมูลนิธินูซันตารา กล่าวถึงที่มาที่ไปของมูลนิธิว่ามีการจัดตั้งมาในปีนี้ถือเป็นปีที่ 11 นับตั้งแต่มีการจัดตั้งในนามเครือข่าย กระทั่งในปีที่ 5 ได้จดทะเบียนจัดตั้งเป็นมูลนิธิ ภารกิจหลักของมูลนิธิฯคือให้ความดูแลแก่เด็กกำพร้าที่ครอบครัวเสียชีวิตจากเหตุการณ์ความไม่สงบ เน้นกลุ่มที่ไม่ได้รับการเยียวยาจากภาครัฐ โดยที่ผ่านมาได้สนับสนุนทุนการศึกษาอย่างต่อเนื่องจนถึงระดับมหาวิทยาลัย จัดกิจกรรมเรียนรู้  เช่น แคมป์การเรียนรู้  อบรมฤดูร้อน มีการ ลงพื้นที่เยี่ยมเยียน เฉลี่ย 40 รายต่อเดือน ดำเนินการโดยตัวแทนอาสามสมัครของมูลนิธิฯในแต่ละพื้นที่ โดยปัจจุบันมีเด็กกำพร้าที่อยู่ในความดูแลของมูลนิธิจำนวนทั้งสิ้น 191 ราย ในช่วงวิกฤตโควิด 19 ทางมูลนิธิฯยังจัดส่งเครื่องอุปโภคบริโภคทางไปรษณีย์แก่กลุ่มผู้เปราะบาง

ในแง่ของประสบการณ์จากการดำเนินงานที่ผ่านมา เขายังมองว่าการลงพื้นที่ต้องมีช่วงเวลาที่เหมาะสม สำหรับทางมูลนิธิฯเองช่วงแรกก็ยังไม่สามารถเข้าไปในพื้นที่ได้ทันที่มีเหตุการณ์ เนื่องจากการคุมเข้มของหน่วยความมั่นคงในพื้นที่ ประกอบกับความไว้วางจากกลุ่มเปราะบาง การทำงานมีลักษระค่อยดำเนินไป กระทั่งต่อมาก็สามารถลงเยี่ยมได้ทันที

มูฮัมหมัดอาลาดียังกล่าวต่อ ถึงประเด็นสำคัญเกี่ยวกับปัญหาที่พบในการหนุนเสริมกลุ่มผู้เปราะบางว่า ปัญหาสุขภาพจิตถือเป็นสิ่งที่พบเจอบ่อยมาก มีเด็กกำพร้าและครอบครัวที่ได้รับผลกระทบจำนวนไม่น้อยที่พบกับปัญหาซึมเศร้าและการถูกบูลลี่จากสังคมรอบข้าง โดยเฉพาะเด็ก ๆ ในโรงเรียนตาดีกา ขณะเดียวกันก็พบว่าในพื้นที่ยังคงมีความเข้าใจที่คลาดเคลื่อนเกี่ยวกับการรักษา จึงมีข้อเสนอเกี่ยวกับเรื่องนี้ว่าควรที่จะมีการสร้างความร่วมมือกับส่วนงานที่มีความเชี่ยวชาญในการแก้ไขปัญหาดังกล่าว

“เราพบว่ากลุ่มเด็กกำพร้าและครอบครัวที่ได้รับผลกระทบส่วนใหญ่ก็จะมีปัญหามากเรื่องภาวะโทรม่า มีภาวะซึมเศร้า มีสุขภาพจิตที่ย่ำแย่ … แล้วก็เรื่องโทรม่าอะไรแบบนี้ เราไม่รู้จัก ส่วนใหญ่เวลาชาวบ้านหรือผู้ได้รับผลกระทบอะไรต่าง ๆ ไม่ว่าจะมีปัญหาโทรม่าหรืออะไรมักจะไม่ค่อยไปหาหมอ เพราะว่าเวลาเราไปหาหมอสุขภาพจิต เดี๋ยวก็จะถูกมองว่าเป็นบ้า แล้วก็ทัศนคติของเราที่เป็นมุสลิมเองก็จะมักมองว่าเราไม่เป็น เรามีอัลกุรอ่านในตัว ซึมเศร้าอะไรไม่เป็นหรอก”

มูฮัมหมัดอาลาดี ยังอธิบายถึงลักษณะความเปราะที่เกิดขึ้นทั้งจากสถานการณ์ความไม่สงบและการระบาดของโควิด ว่าเป็นสิ่งที่ขึ้นอยู่กับทรัพยากรพื้นฐานและลักษณะการทำมาหากิน ตัวอย่างเช่นผู้ที่มีถิ่นฐานในปัตตานี นราธิวาส มีปัญหาเศรษฐกิจมาก โดยเฉพาะผู้ที่ประกอบอาชีพประมงชายฝั่ง ซึ่งขึ้นอยู่กับฤดูกาล ขณะที่แถบนราธิวาส เขตพื้นที่ติดชายแดนที่ผู้คนเดินทางไปทำงานยังประเทศมาเลเซีย เมื่อเกิดสถานการณ์โควิดระบาด ไม่สามารถทำงานได้ เมื่อกลับมาจึงไม่มีรายได้ดูแลครอบครัว

 

กลุ่มด้วยใจ ประสบการณ์งานเยียวยาและความท้าทายจากสนาม

อัญชนา หีมมินะ เล่าถึงที่มาของกลุ่มด้วยใจ ได้ก่อตั้งขึ้นในปี 2553  เน้นการทำงานด้านสิทธิมนุษยชน  กระบวนการยุติธรรม  ในกลุ่มผู้หญิง เด็ก เยาวชน  และผู้ที่ถูกทรมาน โดยดำเนินการศึกษาวิจัย  ประมวลผล ติดตามค้นหาข้อเท็จจริง  และรายงานสถานการณ์ปัญหาภายใต้กลไกของสหประชาติ รวมถึงการเข้ารับฟังการพิจารณาคดีความต่าง ๆ มีการจัดกิจกรรมต่าง ๆ ทั้งกิจกรรมเยียวยาโดยการฟื้นฟูจิตใจ 2 ระดับ ได้แก่ระดับปัจเจก เกี่ยวกับการดูแลจิตใจ รายบุคคล และรายกลุ่ม โดยนักจิตวิทยาคลินิก และกิจกรรมวาดรูป และระดับชุมชน เกี่ยวกับการดูแลจิตใจ ด้วยการจัดวงสะท้อนมุมมองและความรู้สึก กิจกรรมสื่อสารสาธารณะและรณรงค์สร้างการเปลี่ยนแปลงเชิงนโยบาย ด้วยนิทรรศการภาพถ่าย ทั้งที่จัดแสดงในพื้นที่และกรุงเทพมหานคร นำเสนอทิศทางและเรื่องเล่าสู่สาธารณะ กิจกรรมสนับสนุนด้านอาชีพแบบธุรกิจเพื่อสังคม  (social enterprise)  การสนับสนุนอาชีพ เช่น การทำผ้ามัดย้อม การปลูกผัก (ผักบุ้ง) และกิจกรรมบำบัดทางร่ายกายแก่กลุ่มผู้ที่ถูกทรมาน ด้วยกิจกรรมโยคะ การนวดผ่อนคลาย เป็นต้น ในช่วงโควิดที่ผ่านมา ทางกลุ่มยังได้มีกิจกรรมให้ความช่วยเหลือแก่ชุมชนโดยการระดมทุนจากการการประมูลภาพและหน้ากากอนามัย

อัญชนายังกล่าวถึงสิ่งที่พบจากประสบการณ์การทำงานที่ผ่านมาของกลุ่มว่า การสร้างความไว้วางใจกับกลุ่มเปราะบางเป็นสิ่งที่ต้องใช้เวลาและความจริงใจ ซึ่งกลุ่มเปราะบางมักคิดว่ามาหาประโยชน์  ความคาดหวังของกลุ่มเปราะบางที่มีกับหน่วยช่วยเหลือสูง และมีความต้องการที่หลากหลาย

“ปัญหาความท้าทายที่สองคือเรื่องความไว้วางใจ การยอมรับจากกลุ่มเป้าหมายที่เราทำงานด้วย เพราะว่าถ้าไม่เกิดการยอมรับก็จะถูกปฏิเสธ และเราก็เข้าไม่ถึงสภาพปัญหาที่เค้าเจอ อันนี้เป็นความท้าทายที่กลุ่มด้วยใจยังต้องพัฒนาในเรื่องเข้าถึงกลุ่มเป้าหมายให้มากขึ้น เราได้มีการอบรมเรื่องนี้มาก่อนแล้ว แต่ก็ยังต้องเผชิญกับปัญหาเหล่านี้อยู่ แล้วก็กลุ่มเป้าหมายที่เราทำงานด้วยเป็นกลุ่มที่ถูกกระทำจากภาครัฐ ซึ่งทำให้ความไม่ไว้วางใจ การระแวง หรือการถูกมองว่าเราคือหน่วยงานภาครัฐ ต้องการมาเก็บข้อมูล ต้องการมาหาประโยชน์จากเขา ก็เลยมีความระแวงสูง”

ทั้งนี้ อัญชนายังกล่าวต่อ ว่าความต่อเนื่องของการดูแลผู้เปราะบางขององค์กรขึ้นอยู่กับการหาแหล่งทุนสนับสนุน ขณะเดียวกัน สิ่งที่เป็นข้อเสนอสำคัญจากการทำงานที่ผ่านมา คือการผลักดันให้ส่วนที่เกี่ยวข้องมีความเข้าใจต่อปัญหากลุ่มผู้เปราะบาง จากระดับล่างสู่ระดับบน

 

สมาคมลุ่มน้ำสายบุรี ประสบการณ์การจัดการทรัพยากรชุมชนเพื่อคนเปราะบาง

ลม้าย มานะการ ตัวแทนจากสมาคมลุ่มน้ำสายบุรี ได้บอกเล่าถึงประสบการณ์สำคัญที่ผ่านมา ถึงการให้ความสำคัญกับการจัดการทรัพยากรน้ำในฐานะสิ่งที่เกี่ยวข้องกับวิถีชีวิตชุมชน การดูแลจึงเท่ากับการรักษาอาหารและเศรษฐกิจพื้นที่โดยชุมชน ผ่านกิจกรรมการหนุนเสริมให้รักษา ดูแลพื้นที่แหล่งทรัพยากรในชุมชน การเชื่อมประสานงาน การจัดเวทีพูดคุย แลกเปลี่ยนเรียนรู้ กระทั่งการสนับสนุนให้ชุมชนรวมตัวจัดตั้งเป็นสมาคมขึ้นในปี 2556 ทั้งนี้ การจัดตั้งกลไกต่าง ๆ ในการจัดการทรัพยากรชุมชนมุ่งเน้นเสริมสร้างความเข้มแข็งแก่ผู้เปราะบาง โดยที่พวกเขามีบทบาทในการดูแล และจัดการทรัพยากรภายในผ่านหลักคิดเรื่องความศรัทธาเรื่องความเชื่อในชุมชน และการจัดการทรัพยากรภายใต้หลักคิดเชื่อมโยงเชิงพื้นที่ระหว่างเขา-ป่า-นา-เล ขณะเดียวกันความรุนแรงของสถานการณ์ในพื้นที่มีผลต่อการลุกขึ้นมาดูแลตนเองของผู้เปราะบาง

“เราพยายามที่จะสร้างความตระหนักภายในเพื่อให้เขาดูแล ทรัพยากรเพราะว่าเขาอยู่กับมันแล้วก็ ทั้งเรื่องอาหารทั้งเรื่องรายได้ก็มาจากทรัพยากรทั้งสิ้น แต่ว่ามันก็มีวิธีคิดที่แตกต่างไปจากนั้นก็คือว่า วิธีการของรัฐที่เข้าไปผนวกกับทุนที่มองว่าทรัพยากรเหล่านี้ถูกใช้อย่างไม่คุ้มค่าหากถูกทิ้งไว้เฉยๆ ไอ้น้ำมันไหลไปเปล่าๆ ไหลไปเฉยๆไม่ได้ต้องเอามันมากักไว้ให้มันมีพลังมากกว่านั้น ไปทำไฟฟ้าสร้างเขื่อนอะไรแบบนั้น เราก็เผชิญปัญหาแบบนี้มาตลอด”

 

Civic women เครือข่ายผู้หญิงกับการหนุนเสริมคนเปราะบางบนพื้นที่สาธารณะ

โซรยา จามจุรี จาก Civic women กล่าวถึงประสบการณ์ที่ผ่านมาของกลุ่ม โดยกลุ่มได้จัดตั้งขึ้นมาตั้งแต่ปี 2547 มีกิจกรรมเยี่ยมเยียนให้กำลังใจรับฟังความต้องการของผู้หญิงในครอบครัวที่ได้รับผลกระทบจากเหตุการณ์ความไม่สงบ การสนับสนุนทุนการศึกษาต่อเนื่อง โดยร่วมกับมูลนิธิต่าง ๆ การจัดวงสานเสวนากลุ่มผู้หญิง แบบ 3 ภาคี ทั้งกลุ่มผู้หญิงที่ได้รับผลกระทบ  ชาวบ้าน และหน่วยงาน ทั้งใน-นอกชุมชน เพื่อสร้างพื้นที่กลางในการแลกเปลี่ยน ทำความเข้าใจซึ่งกันและกันก่อนการส่งเสริมให้เกิดการรวมกลุ่มอาชีพ ส่งเสริมการรวมตัวจัดตั้งกลุ่มอาชีพในผู้หญิงที่ได้รับผลกระทบ การจัดอบรมอาชีพให้แก่กลุ่มผู้หญิง  เช่น การทำอาหารตามความสนใจของกลุ่ม  (การทำกรือโป๊ะ) และการสื่อสารกิจกรรมต่าง ๆ ผ่านสื่อสารสาธารณะด้วยผ่านช่องทางสื่อกระแสหลัก นักข่าวพลเมือง ช่อง ThaiPBS ขณะในช่วงโควิด 19 ทางกลุ่มเน้นงานสงเคราะห์ ด้วยการเปิดรับเงินบริจาค นำมาจัดทำถุงยังชีพให้แก่กลุ่มเปราะบางและจัดทำอาหารปรุงสุกแจกจ่าย

โซรยาอธิบายถึงข้อค้นพบจากการทำงานที่ผ่านมาว่า การจัดเวทีทำความเข้าใจระหว่างกัน ทำให้กลุ่มผู้หญิงที่ได้รับผลกระทบมั่นใจต่อการรวมตัวทำกิจกรรม เกิดการยอมรับและสนับสนุนจากสาธารณะ พร้อมกันนั้นการส่งเสริมอาชีพเป็นหนึ่งช่องทางสร้างความไว้วางใจ จัดตั้งกลุ่มอาชีพในระดับแรกเป็นเพียงเครื่องมือลดความหวาดระแวงเท่านั้น  เมื่อจัดตั้งเป็นวิสาหกิจชุมชนทำกิจกรรมอย่างต่อเนื่องจนเห็นผลระดับหนึ่ง ก็ทำให้หน่วยงานภาครัฐจึงเข้ามาหนุนเสริมในหลากหลายด้าน จนสามารถจำหน่ายสินค้าสร้างรายได้ที่ดี

“พอเราเปิดพื้นที่ให้คนที่มีความระหองระแหงกันได้มีการคุยกัน เขาก็ได้ปรับความเข้าใจกัน เราถึงให้เค้ามีการรวมกลุ่มแล้วเขาก็รู้สึกมั่นใจมากขึ้น ว่าการรวมกลุ่มของเขาครั้งนึงจะไม่ถูกเพ่งเล็งในทางที่ไม่ดีจากเจ้าหน้าที่ พวกเขาก็จะสามารถรวมกลุ่มกันอย่างมั่นใจกันมากขึ้น แล้วหลังจากนั้นเราก็พากลุ่มผู้หญิงเหล่านี้ไปเข้ารับการฝึกอบรม ฝึกทักษะในเรื่องอาชีพ”

ขณะเดียวกัน กลุ่มก็พบว่าการทำงานสงเคราะห์จำเป็นในระยะเบื้องต้นเพื่อเป็นการบรรเทาซึ่งความเดือดร้อนเฉพาะหน้า การหนุนเสริมกลุ่มคนเปราะบางต้องสร้างให้เกิดความภาคภูมิใจในตนเอง มากกว่าการเป็นเพียงผู้รับ คือความยั่งยืนแท้จริง

 

สถาบันพัฒนาประชาสังคมชายแดนใต้กับการใช้ฐานข้อมูลเพื่อหนุนเสริมคนเปราะบางอย่างมีส่วนร่วม

มูฮัมหมัด  เจ๊ะดอเล๊าะ จากสถาบันพัฒนาประชาสังคมชายแดนใต้ กล่าวถึงภารกิจหลักของสถาบัน ซึ่งมีหน้าที่ขับเคลื่อนงานกับกลุ่มคนยากจน โดยใช้ข้อมูลเป็นฐานในการดำเนินงานเพื่อหนุนเสริมคนเปราะบาง ผ่านการจัดทำข้อมูลอย่างมีส่วนร่วม  โดยมีกระบวนการดำเนินการจัดเก็บข้อมูลที่เกี่ยวข้องกับความยากจน ทั้งด้านทรัพยากร สวัสดิการ หนี้สิน ฯลฯ  ผ่านเครื่องมือต่าง ๆ  (แตกกรอบประเด็น, แผนที่ GPS) ร่วมกับผู้เปราะบาง และชุมชน การแนวทางการดำเนินการแก้ปัญหาอย่างมีส่วนร่วม วิเคราะห์ห่วงโซ่อาชีพ เช่น อาชีพที่เหมาะสม เพื่อการจัดสรรที่ดินสาธารณะเพื่อประโยชน์กลุ่มเปราะบาง ตลอดจนหนุนงานดำเนินการด้านอาชีพ เช่น การสนับสนุนการปลูกข้าว การสนับสนุนด้านการจัดหาน้ำเพื่อเพาะปลูก การจัดสรรแรงงาน การจัดสวัสดิการและอื่น ๆ ส่วนในสถานการณ์โควิดที่ผ่านมา ทางสถาบันฯได้จัดทำข้อมูลโดยรวมคนจนใหม่ ซึ่งเป็นจำนวนคนที่เกิดขึ้นในช่วงสถานการณ์โควิด  เช่น  ผู้ที่ไม่สามารถทำงานยังประเทศมาเลเซีย เป็นต้น

“กระบวนการจัดทำข้อมูลแบบมีส่วนร่วม เวลาเราจัดทำข้อมูลเราก็จะชวนคนในชุมชนให้เข้ามามีส่วนร่วมในการจัดทำข้อมูล เพื่อเข้าใจกับกลุ่มเป้าหมายที่เราได้ทำไว้ ไม่ว่าจะเป็นในเรื่องของการสำรวจฐานทรัพยากร เรื่องของการสัมภาษณ์ทำความเข้าใจกลุ่มคนจนให้ชุมชนเขาได้รับรู้และเข้าใจร่วมด้วย ไม่ใช่ว่าเราไปทำในฐานะภาคประชาสังคม ไปทำกับคนในชุมชนแล้วเราเข้าใจเพียงฝ่ายเดียว แต่มีชุมชนเข้าใจร่วมด้วย พื้นที่จะออกแบบร่วมกันเกี่ยวกับทุน ศักยภาพต่าง ๆ ที่มีอยู่ในชุมชนในการแก้ปัญหาร่วมกัน”

มูฮัมหมัดยังอธิบายถึงข้อค้นพบจากการดำเนินงานว่า คนยากจนส่วนใหญ่มีทรัพยากรน้อย เช่น ไม่มีที่ดินเป็นของตนเอง และมีภาระในการเลี้ยงดูคนในครอบครัวจึงไม่สามารถทำงานนอกพื้นที่ได้ ขณะเดียวกันวงจรสินค้าหนึ่ง ๆ นั้นมีอาชีพย่อย ๆ ที่ประกอบกัน และเห็นช่องทางโอกาสอาชีพสำหรับกลุ่มเปราะบางมากยิ่งขึ้น เมื่อผ่านการวิเคราะหอย่างรอบด้าน  เช่น การเปลี่ยนจากผลิตข้าวเพื่อจำหน่าย เป็นการผลิตเมล็ดพันธุ์ข้าว

ทั้งนี้ การส่งเสริมอาชีพคนเปราะบาง บนฐานทุนที่มีไม่มาก กลับกลายเป็นการฟื้นวิถี ความสัมพันธ์เพิ่งพากันแบบดั้งเดิม เช่น การลงแขกทำนา  การสมทบรายได้ให้กับซากาต และการออกแบบแนวทางการดำเนินงานแก้ปัญหาคนจนอย่างมีส่วนร่วมจากทุกฝ่าย โดยเฉพาะระดับหน่วยงาน ทำให้เห็นถึงปัญหาและการจัดการที่ถูกต้องตรงจุด เป็นรูปธรรม

 

ศวชต. ภารกิจทางวิชาการกับการหนุนเสริมคนเปราะบางอย่างทั่วถึง

รอบียะ เจ๊ะเล๊าะ จากศูนย์ประสานงานวิชาการให้ความช่วยเหลือผู้ได้รับผลกระทบจากเหตุความไม่สงบจังหวัดชายแดนใต้ (ศวชต.) เล่าถึงประสบการร์การทำงานของของศูนย์โดยมีประสบการณ์การทำงานในพื้นที่กว่า 12 ปี โดยให้การช่วยเหลือดูแลผู้เปราะบาง ได้แก่ กลุ่มครอบครัวผู้ได้รับผลกระทบ กลุ่มผู้สูงอายุ  และเด็กกำพร้า ผ่านการจัดเก็บข้อมูล  2  ส่วน ส่วนแรก  ข้อมูลสถานการณ์ความไม่สงบรายวัน รวบรวมจากเครือข่าย และส่งต่อข้อมูลสถานการณ์นั้นไปยังเครือข่ายต่าง ๆ ส่วนที่สอง ข้อมูลผู้ได้รับผลกระทบจากเหตุการณ์ไม่สงบ เพื่อนำไปสู่การเยียวยาในพื้นที่

สำหรับ ศวชต. ได้ให้การสนับสนุนผ่านกิจกรรมเยี่ยมเยียนครอบครัวผู้ได้รับผลกระทบจากเหตุความไม่สงบ  และกลุ่มผู้งอายุ  เด็กกำพร้าอื่น ๆ นำสิ่งของมอบให้ การประสานส่งต่อความช่วยเหลือ การจัดกิจกรรมผู้สูงอายุ โดยมี อบต. 28 แห่งในสามจังหวัดชายแดนภาคใต้เป็นเจ้าภาพหลัก การจัดทำวิจัยปฏิบัติการ โดยให้ชุมชนปฏิบัติการเป็นหลัก ตลอดจนส่งเสริมอาชีพแก่ผู้เปราะบาง โดยใช้พื้นที่สาธารณะเพาะปลูก มีการจัดทำสัญญาชัดเจน กำหนดกติการ่วม  การแบ่งปันผลประโยชน์  จัดกิจกรรมอบรมอาชีพก่อนดำเนินการ  และการแปรรูปวัตถุดิบ

“ในส่วนของโครงการศึกษาความเหลื่อมล้ำ จะเป็นลักษณะที่ว่าเป็นเชิงงานวิจัยเชิงปฏิบัติการ แล้วก็เป็นงานวิจัยที่ให้ชาวบ้านเป็นคนทำโครงการเอง ชาวบ้านคิด ชาวบ้านทำ บนพื้นฐานทรัพยากรที่มีอยู่ในชุมชนว่าเขาต้องการทำอะไร โดยแกนนำหรือพี่เลี้ยงหลัก หัวหน้าโครงการหลักในพื้นที่จะเป็นโต๊ะอิหม่าม เป็นผู้นำในชุมชน”

รอบียะ กล่าวถึงข้อค้นพบจากการทำงานของ ศวชต.ว่า การจัดสรรทรัพยากรสาธารณะให้แก่กลุ่มเปราะบางต้องมีข้อตกลงที่ชัดเจน เป็นธรรมแก่ทุกฝ่าย และเป็นที่ยอมรับของชุมชน ขณะเดียวกันการดึงการมีส่วนร่วมขององค์การบริหารส่วนตำบลในพื้นที่จะสร้างความเป็นของ และทำให้ตระหนักถึงกลุ่มคนเปราะบาง เนื่องจากมีความใกล้ชิด

 

เครือข่ายผู้ได้รับผลกระทบจากกฎหมายพิเศษ ประสบการณ์การทำงานภายใต้การบังคับใช้กฎหมายพิเศษ

อับดุลเลาะ เงาะ จากเครือข่ายผู้ได้รับผลกระทบจากกฎหมายพิเศษ (Jasad) กล่าวถึงภารกิจของเครือข่าย ซึ่งเน้นดูแลช่วยเหลือกลุ่มผู้ได้รับผลกระทบจากกฎหมายพิเศษ โดยติดตามความเป็นอยู่เมื่อถูกควบคุมตัว เพื่อให้แน่ใจว่าปลอดภัยทั้งสุขภาพกายและจิต  โดยเข้าเยี่ยมเยียนในสถานกักตัว เยียวยาด้วยกิจกรรมสันทนาการ และจัดวงแลกเปลี่ยน ด้านสุขภาพจิต หลังการควบคุมตัว และให้ความรู้กับครอบครัว อาสาสมัคร เกี่ยวกับสิทธิมนุษยชน ความรู้ด้านกฎหมาย เช่น เมื่อถูกควบคุมตัว ครอบครัวสามารถเข้าเยี่ยมได้ การได้รับการดูแลเมื่อเจ็บป่วยระหว่างควบคุมตัว การรับทราบข้อมูลการกักตัวและอื่น ๆ

อับดุลเลาะกล่าวถึงข้อค้นพบจากการดำเนินงานของเครือข่ายที่ผ่านมา ว่า ผู้ได้รับผลกระทบจากกฎหมายพิเศษ ส่วนใหญ่จะถูกยกฟ้อง  เมื่อกลับจากการกักตัวไม่สามารถใช้ชีวิตปกติ รวมถึงครอบครัว ซึ่งชุมชนไม่ไว้วางใจ เกิดความหวาดระแวงกัน  ขณะเดียวกันเมื่อเกิดเหตุการณ์ หน่วยความมั่นคงจะติดตามผู้ได้รับผลกระทบจากกฎหมายพิเศษยังที่ทำงาน ทำให้นายจ้างกังวลใจ นำมาสู่การเลิกจ้าง  อีกทั้งเกิดความเครียดจากการไม่มีอาชีพ การติดตามของหน่วยความมั่นคงมีผลต่อจิตใจทั้งผู้รับผลกระทบ รวมถึงสมาชิกครอบครัว

“คิดว่าการแก้เนี่ยมันมีวิธีการหลายอย่างที่เราสามารถแก้ได้ แต่ว่าสิ่งที่เราประสบพบเจอในตอนนี้ก็คือมันทำให้หลายๆอย่างในชีวิตของทำให้พวกเราวางตัวลำบากในสังคม ทีนี้เราก็มาถอดบทเรียนว่าเราจะให้ความช่วยเหลือเราได้ยังไงเพื่อให้พวกเขารู้สึกว่ามีกำลังใจที่จะอยู่ในสังคมและในการที่จะประกอบอาชีพที่สุจริตต่อไปในสังคมต่อจากนี้”

 

โครงการสานพลังชุมชนฯ มุมมองและประสบการณ์นำร่องในพื้นที่เปราะบาง

โครงการสานพลังชุมชน คืนคนสู่ถิ่น เป็นโครงการนำร่องแนวทางการดูแลผู้เปราะบาง  โดยได้รับความเห็นชอบจากหน่วยงานของรัฐ ดำเนินการในพื้นที่ 2 จังหวัด 16 หมู่บ้าน  เริ่มตั้งแต่เดือนพฤศจิกายน 2562 – มิถุนายน  2564   กลุ่มเป้าหมายเป็นผู้ที่ปลดพันธทางกฎหมาย  ดำเนินการใน 2 ส่วน คือ การสนับสนุนด้านอาชีพรายบุคคล และการสนับสนุนชุมชน  ทั้งสองส่วนเน้นการมีส่วนร่วม โปร่งใส่ ตรวจสอบได้  ชุมชนเป็นผู้รับประโยชน์ และรับผิดชอบต่อผลกระทบด้านสังคม สิ่งแวดล้อม

สำหรับงานสนับสนุนรายบุคคล  มีการคัดเลือกผู้เข้าร่วมโครงการ จำนวน 200 ราย  ภายใต้เกณฑ์  คือ ต้องปลดพันธะทางกฎหมาย  เต็มใจเข้าร่วม  ระยะเวลาคืนชุมชนไม่เกิน 10 ปี  มีฐานะยากลำบาก  และพิจารณาความเป็นผู้หญิงร่วมด้วย    คัดเลือกโดยคณะกรรมการซึ่งมาจากผู้นำในชุมชน ผู้ทราบถึงสถานะของแต่ละราย  จากนั้นมีการจัดเก็บข้อมูลบุคคล ดูแลโดยเจ้าหน้าที่โครงการ 1 คน ต่อ 20 ราย   มีทีมผู้เชี่ยวชาญด้านอาชีพให้คำปรึกษา และสนับสนุนงบประมาณรายละ 50,000 บาท ในส่วนของงานสนับสนุนระดับชุมชน   มุ่งเน้นงานพัฒนาแบบมีส่วนร่วม  พัฒนาเป็นโครงการที่สานความสัมพันธ์ของชุมชน  บริหารงานโดยชุมชน โดยมีผู้ประสานงานเป็นพี่เลี้ยง

บาสรี มะเซ็ง หนึ่งในคณะทำงานผู้ประสานงานระดับชุมชน กล่าวว่า ความไว้วางใจเป็นสิ่งสำคัญ การสร้างกลไกที่เป็นที่ยอมรับจากชุมชน เช่น การมีคณะกรรมการคัดเลือกผู้เข้าร่วมโครงการฯ เป็นคนในพื้นที่ และเป็นแกนนำสำคัญ นอกจากนี้มี counselor  ซึ่งเป็นบุคคลที่ได้รับการนับถือ ไว้วางใจจากผู้คนในชุมชน    ทุก ๆ ส่วนต้องมีการให้ข้อมูลแก่ผู้เปราะบาง พร้อมทั้งการทำความเข้าใจอย่างต่อเนื่อง ขณะเดียวกัน การมีส่วนร่วมของผู้คนในชุมชน ท่ามกลางสถานการณ์เช่นนี้  เต็มไปด้วยความกังวลใจ ความไม่มั่นใจ  ความสม่ำเสมอการชี้แจงสำคัญ เพื่อให้เกิดการมีส่วนร่วมอย่างต่อเนื่อง  เกิดความร่วมมือที่ดี

ขณะที่อุสมาน ดาโอะ เจ้าหน้าที่รับเรื่องร้องเรียนโรงการ มองว่า การรับฟังข้อร้องเรียน ข้อเสนอแนะ จากทุกฝ่าย เพื่อปรับปรุง ไม่ใช่เพียงแค่โครงการ แต่เป็นแนวทางสู่ปรับการดูแลผู้เปราะบาง  ความไว้วางใจที่ชุมชนมีต่อองค์กรภาคประชาสังคม ถือเป็นช่องทางที่ดีสำหรับการรับฟังเรื่องราว

 

สนทนาแลกเปลี่ยน

อัมรัน เจ๊ะอาลี นักวิชาการพัฒนาฝีมือแรงงานชำนาญการ จากสถาบันพัฒนาฝีมือแรงงาน ปัตตานี  ร่วมแลกเปลี่ยนถึงประสบการร์การทำงานของสถาบันพัฒนาฝีมือแรงงาน ว่าหนึ่งในองค์กรภาครัฐที่ดำเนินการสนับสนุนผู้เปราะบางด้านอาชีพ  ซึ่งกลุ่มเป้าหมายของทุกองค์กร  ล้วนเป็นกลุ่มเป้าหมายของหน่วยงานเช่นกัน   การสนับสนุนของหน่วยงานด้านอาชีพ  ประกอบไปด้วย สนับสนุนความรู้ด้านอาชีพ ทั้งต่อกลุ่มผู้เปราะบางที่ผ่านกระบวนการทางกฎหมาย ด้วยการฝึกอาชีพระยะ 60 ชั่วโมง สามารถเลือกตามความต้องการใน 17 สาขาอาชีพ  ซึ่งส่วนใหญ่จะประกอบอาชีพเสริม  รายชื่อจะได้รับมอบจากหน่วยงานด้านความมั่นคงเป็นหลัก

สำหรับการสนับสนุนการฝึกอาชีพแก่กลุ่มเยาวชน   หากรวมกลุ่มความสนใจเดียวกัน จำนวน 20 คน จัดส่งรายชื่อมายังสำนักงาน หากมีงบประมาณเพียงพอส่งเสริมในพื้นที่ หรือมีการบรูณาการกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องต่อไป และในส่วนของกลุ่มผู้ว่างงาน และในช่วงภาวะการแพร่ระบาดของโควิด ทางหน่วยงานพบว่ามีผู้ต้องการเรียนรู้ด้านอาชีพจำนวนมาก ขณะที่หน่วยงานมีงบประมาณไม่เพียงพอสนับสนุน

ในส่วนของกระบวนการสนับสนุน ทางสถาบันฯมีการจัดหาเครื่องมือในการประกอบอาชีพหลังผ่านการอบรม  โดยมีงบประมาณ 10,000 – 15,000 บาท/คน ขึ้นอยู่กับงบประมาณในแต่ละปี ตลอดจนการติดตามการดำเนินการด้านอาชีพ หลังการสนับสนุนความรู้  บ้างทำเป็นอาชีพหลัก และบ้างทำอาชีพเสริม

มูฮัมหมัดอายุบ ปาทาน จากสภาประชาสังคมชายแดนใต้  มองว่าจากการที่ตนได้รับฟัง เห็นพื้นที่ปฏิบัติการ  การดำเนินงานขับเคลื่อนซึ่งสามารถเชื่อมต่อวิธีการทำงาน ความรู้  แม้ในช่วงสถานการณ์แพร่ระบาดการดูแลยังคงดำเนินไปพร้อม ๆ กับการปรับตัวของหน่วยสนับสนุน ซึ่งสำหรับตนมีข้อสังเกตสามประการ ทั้งในเรื่องของการคงไว้ซึ่งอัตลักษณ์การดูแลผู้เปราะบางในพื้นที่สามจังหวัดชายแดนใต้ สภาพเศรษฐกิจหลังเผชิญโควิด และการช่วยเหลือดูแลผู้เปราะบาง ตลอดจนการเชื่อมต่อข้อร้องเรียนสู่การปฏิบัติแก้ไข   และการหนุนเสริมกันและกันของทั้ง 8 องค์กร

มหามะบักรี ลือบาฮางุ ตำแหน่งพัฒนาการอำเภอสุไหงโก-ลก จ.นราธิวาส มองว่า การทำงานของทั้ง 8  องค์กร ถือว่ามีความเป็นอิสระพอควรในการทำงาน แตกต่างไปจากวิถีการทำงานของภาครัฐ   เห็นถึงความสำคัญใน 3 ข้อ ได้แก่การดูแลด้านกฎหมาย การดูแลด้านอาชีพ และการดูแลเยียวยาด้านจิตใจ สำหรับหน่วยงานยังได้ให้การสนับสนุนด้านความมั่นคงด้านอาหาร ตามแนวทางพระราชดำริ ทฤษฎีใหม่, OTOP, การท่องเที่ยวชุมชน  และกองทุนแม่ของแผ่นดิน    โดยงานส่วนใหญ่โอนให้กับท้องถิ่น  ทั้งนี้หน่วยงานมีข้อจำกัดทั้งบุคลากร งบประมาณ และภาระงาน  แต่ยินดีและพร้อมที่จะให้คำปรึกษา และประสานงานได้

สำหรับศูนย์สุขภาพจิตที่ 12   การที่ได้รับฟังการขับเคลื่อนงานของแต่ละองค์กรทำให้เห็นบทบาทที่จะเสริมหนุนได้ชัดเจน สำหรับศูนย์สุขภาพจิตจัดตั้งมา 16 ปี  เน้นงานด้านสิทธิมนุษยชน และการป้องกันด้านสุขภาพจิต

ทั้งการมุ่งให้ความรู้กับกลุ่มเปราะบาง  เน้นการป้องกันด้านสุขภาพจิตมากกว่าการรักษา   เช่น การจัดทำแผนเผชิญเหตุในโรงเรียน, การตั้งครรภ์ไม่พร้อม,  เพศวิถี, ความรุนแรงในวัยรุ่น   ฯลฯ การให้ความรู้กับหน่วยงาน อาสาสมัคร ในการดูแล คัดกรองด้านสุขภาพจิต การปฐมพยาบาลใจ

เยี่ยมเยียนกลุ่มเปราะบาง  เนื่องจากเป็นหน่วยงานของภาครัฐ ในการลงพื้นที่จึงต้องร่วมกับภาคประชาสังคมเพื่อสร้างความวางใจ ประสานส่งต่อการรักษาดูแลด้านจิตใจยังแพทย์ การช่วยเหลือขั้นพื้นฐาน เช่นการมอบรถเข็นสำหรับผู้พิการ แก่ผู้ได้รับผลกระทบ

ทั้งนี้ จากการสะท้อนประสบการณ์ร่วมกัน ถือเป็นประโยชน์แก่ผู้ร่วมเสวนา โดยเฉพาะการนำความรู้จากส่วนงานต่าง ๆ ทั้งจากภาคประชาสังคมและรัฐได้มาเชื่อมต่อและแสวงหาความร่วมมือเพื่อการหนุนเสริมช่วยเหลือผู้เปราะบางต่อไป

สามารถรับชมเสวนาย้อนหลังได้ผ่านเพจ The PEN