ประสบการณ์จากเขตการปกครองพิเศษและการปกป้องสิทธิของชนกลุ่มน้อย จากเซาธ์ไทโรลถึงชายแดนใต้ไทย

27

การปกครองตนเองกับการให้ความสำคัญกับสิทธิของชนกลุ่มน้อยทั้งในระดับรัฐและภูมิภาคถือเป็นประสบการณ์ที่สำคัญกับการจัดการปัญหาความขัดแย้งโดยเฉพาะอย่างยิ่งในพื้นที่ที่มีความสลับซับซ้อนทั้งบริบททางประวัติศาสตร์ การเมือง เศรษฐกิจ ชาติพันธุ์ และภาษา มาร์ค รึกล่า ผู้อำนวยการศูนย์ศึกษาประสบการณ์การปกครองตนเอง (Center for Autonomy Experience, www.autonomyexperience.org) ในสังกัด EURAC Research (www.eurac.edu) ร่วมนำเสนอประสบการณ์จากเขตการปกครองพิเศษและการปกป้องสิทธิของชนกลุ่มน้อยในเซาธ์ไทโรล ประเทศอิตาลี ร่วมกับคุณมาร์คัส คอสเนอร์ ผู้เชี่ยวชาญด้านความขัดแย้งและการพัฒนา และคุณอิสกันดาร์ ธำรงค์ทรัพย์ ประธานมูลนิธิฮิลาลอะห์มัร ซึ่งได้ร่วมสะท้อนประสบการณ์กับการปรับใช้ผ่านมุมมองในพื้นที่สามจังหวัดชายแดนภาคใต้ของประเทศไทย โดยได้รับความร่วมมือจากส่วนงานราชการ กลุ่มงานความมั่นคง ตลอดจนองค์กรภาคประชาสังคมที่ขับเคลื่อนชนกลุ่มน้อยและติดตามสถานการณ์ความรุนแรงในพื้นที่ชายแดนใต้ นักวิชาการในพื้นที่ ร่วมรับฟังและแลกเปลี่ยนข้อคิดเห็น*

ภูมิหลังและความขัดแย้งในเซาธ์ไทโรล

เซาธ์ไทโรลเป็นจังหวัดปกครองตนเองซึ่งเป็นหนึ่งในสองส่วนภูมิภาคเตรตริโน่-อัลโตอาดีเจในฐานะภูมิภาคที่มีการปกครองตนเอง ตั้งอยู่ทางตอนเหนือของอิตาลี ประชาชนส่วนใหญ่ที่อยู่ในเซาธ์ไทโรล 70 เปอร์เซ็นต์ของประชาชนในพื้นถิ่นพูดภาษาเยอรมัน มีอยู่ 26% พูดภาษาอิตาเลียน และ 4.3% พูดภาษาลาดิน
มาร์ค รึกล่า อธิบายถึงภูมิหลังก่อนเข้าสู่เส้นทางการปกครองตนเองของเซาธ์ไทโรลว่า พื้นที่นี้เคยเป็นส่วนหนึ่งของออสเตรียจนกระทั่งปี 1919 เมื่อสงครามโลกครั้งที่ 1 ยุติลงได้มีการลงนามสนธิสัญญาแซง แฌแม็ง ทำให้เซาธ์ไทโรลกลายเป็นส่วนหนึ่งของอิตาลี สถานการณืดังกล่าวได้ทำให้คนที่พูดภาษาเยอรมันเขาอต่อต้านอย่างหนัก เนื่องจากการผนวกรวมกับอิตาลีได้ทำให้พวกเขากลายเป็นคนส่วนน้อยในประเทศ รัฐบาลอิตาลีมีมาตรการห้ามและกีดกันไม่ให้มีการใช้ภาษาเยอรมัน ทั้งในระดับการพูดคุยและการใช้อย่างเป็นทางการ
“ภาษาเยอรมันหรือข้าราชการที่พูดเยอรมันเนี่ย เขาก็จะเอาข้าราชการอิตาลีมาทดแทนเป็นช่วงเวลาที่ยากลำบากมากๆ สำหรับชาวเซาธ์ไทโรลคือทั้งภาษาและวัฒนธรรมถูกกลืน”

ทศวรรษที่ 1930-40 ในช่วงที่สงครามโลกครั้งที่ 2 ดำเนินไปนั้น เป็นที่ทราบกันว่ามุสโสลินีแห่งรัฐบาลอิตาลีกับอดอล์ฟ ฮิตเลอร์แห่งรัฐบาลเยอรมันเป็นพันธมิตรร่วมฝ่ายอักษะ มุสโสลินีกับระบบฟาสซิสต์ในอิตาลีพยายามที่จะกลืนเซาธ์ไทโรลให้มีความเป็นอิตาลี โดยชาวเยอรมันที่จะอยู่ในซาธ์ไทโรลต่อไปต้องใช้ภาษาอิตาลี ส่วนชาวเยอรมันที่ต้องการรักษาความเป็นเอยรมันต่อไป ฮิตเลอร์ได้เสนอให้ชาวเยอรมันในเซาธ์ไทโรลอพยพมาตั้งถิ่นฐานยังอาณาจักรไรท์ที่สาม

ช่วงนั้นถือว่าเป็นบทที่มืดที่สุดมืดมนที่สุดในประวัติศาสตร์ของเซาธ์ไทโรล มีคนจำนวนแปดหมื่นคนตัดสินใจอพยพไปยังเยอรมนี แต่ว่าโชคดีสำหรับเซาธ์ไทโรล หลังจากสงครามโลกเริ่มแล้วที่เยอรมนี มีเพียงไม่กี่คนในบรรดาคนที่เขาตัดสินใจที่ไปเนี่ยไปได้สำเร็จ และหลายคนก็ได้ย้ายกลับมา แม้ว่าฮิตเลอร์จะมีความสนใจต่อเซาธ์ไทโรลอยู่ไม่น้อย แต่นั่นรวมถึงสถานการณ์ที่เกิดขึ้นในตอนนั้นไม่ได้เป็นคุณูปการต่อชาวเซาธ์ไทโรลแต่อย่างใด

หลังสงครามโลกครั้งที่ 2 ในปี 1946 มีข้อตกลงนานาชาติ เรียกว่ากลูบง-ดิกัสตรี ระหว่างออสเตรียกับอิตาลี ทั้งสองประเทศนี้ได้ตกลงกันว่าภาษาเยอรมันและวัฒนธรรมเยอรมันในอิตาลีควรจะอนุรักษ์รักษาไว้ และถ้าในกรณีที่มีข้อพิพาทกัน ชาวเยอรมันควรที่จะได้รับความช่วยเหลือ โดยเฉพาะอย่างยิ่งทางด้านเศรษฐกิจ เพราะว่ามิติทางเศรษฐกิจสำคัญมากๆ เพราะตอนนั้น เซาธ์ไทโรลเป็นพื้นที่ที่ยากจนมาก

หลังจากข้อตกลงกลูบง ดิกัสตรี ออสเตรียกับเซาธ์ไทโรลได้มีการเจรจากัน โดยมีคณะกรรมการที่มีผู้แทนของออสเเตรีย อิตาลีแ ละเซาธ์ไทโรล หลังจากเจรจาดำเนินมา 2 ปี ในปี 1948 ผลลัพธ์ของการเจรจานี้ก็คือกฎหมายการปกครองตนเอง มีมาตรการร้อยกว่ามาตรการ แล้วก็ในมาตรการเหล่านี้ก็มีมีมาตรการส่งเสริมอัตลักษณ์ทั้ งการให้ใช้ภาษาเยอรมันและการคุ้มครองสิทธิผู้คนในเซาธ์ไทโรล กระนั้น ผลลัพธ์ของการออกแบบยังคงมีปัญหา เนื่องจากตัวกฎหมายได้ออกแบบมาสำหรับใช้ทั้งภูมิภาคไม่ใช่เฉพาะสำหรับจังหวัดเซาธ์ไทโรล ทำให้สิทธิการออกเสียงของกลุ่มคนที่ใช้ภาษาเยอรมันซึ่งเป็นชนกลุ่มน้อยในเซาธ์ไทโรลตกอยู่ในภาวะเสียเปรียบ ไม่สามารถกำหนดความต้องการทางการเมือง ถึงแม้ว่าจะปกครองตนเองไปแล้วก็ตาม เนื่องจากคนที่ใช้ภาษาอิตาลีเป็นประชากรชนกลุ่มใหญ่ในภูมิภาค

“คนเยอรมันมีฐานะเป็นกลุ่มน้อยเนื่องจากทั่วทั้งภูมิภาคเนี่ยประชากรกลุ่มใหญ่เป็นอิตาลี เพราะฉะนั้นเยอรมันแพ้ตลอด ไม่ว่าจะออกเสียงอะไรเกี่ยวกับการเมือง คือเขาไม่สามารถจะเปลี่ยนสถาณการของตนเองได้ ก็เลยนำไปสู่การประท้วงต่อความไม่สงบต่อความรุนแรง มีการวางระเบิดวางระเบิดโรงงานไฟฟ้าเนื่องจากโรงงานไฟฟ้าเนี่ยเป็นจุดยุทธศาสตร์สำหรับทางรัฐ แล้วก็วางระเบิดสถานีตำรวจเป็นช่วงเวลาแห่งความรุนแรงร้ายแรงมากๆเลยหลังกฎหมายตัวนี้”

จากสถานการณ์ความตึงเครียดดังกล่าว ออสเตรียในฐานะหนึ่งในประเทศที่เข้าร่วมการเจรจาได้เข้าร้องเรียนกับสหประชาชาติ (UN) ทางสหประชาชาติได้เข้ามาและนำเอาเรื่องเซาธ์ไทโรลไปเจรจาในระดับนานาชาติ กระทั้งในปี 1972 ได้มีกฎหมายปกครองตนเองฉบับที่ 2 ออกมา ซึ่งใช้จนถึงปัจจุบันนี้

กระบวนการออกแบบกฎหมาย

กฎหมายการปกครองตนเองฉบับที่ 2 นี้เอง ได้นำไปสู่ความเปลี่ยนแปลงอันยิ่งใหญ่ในฐานะรากฐานสำคัญที่นำไปสู่การปกครองตนเองของเซาธ์ไทโรล อำนาจในการดำเนินการ ได้กระจายจากภูมิภาคไปสู่จังหวัดในจังหวัดที่คนเยอรมันเป็นประชากรกลุ่มใหญ่ และในปี 1992 ได้มีข้อตกลงแก้ปัญหาอย่างเป็นทางการโดยออสเตรียได้ตกลงที่จะเป็นส่วนหนึ่งในการช่วยแก้ไขปัญหา ขณะเดียวกันกฎหมายปกครองตนเองของเซาธ์ไทโรลยังมีลำดับชั้นเดียวกันกับรัฐธรรมนูญของประเทศอิตาลี นี่เป็นมิติทางกฎหมายที่สำคัญมากสำคัญที่สุดเลยนะคือสถานภาพเทียมเท่ากฎหมายรัฐธรรมนูญ

มาร์คยังอธิบายถึงถึงสภาพพื้นฐานการปกครองอิตาลีว่ามีสภาพเป็นรัฐเดี่ยวมีอำนาจการปกครองรวมศูนย์ที่รัฐบาลส่วนกลางของประเทศ ประกอบด้วย 20 ภูมิภาค ก่อนที่จะมีการบรรลุกฎหมายปกครองตนเองฉบับที่ 2 การรณรงค์เรื่องออโตโนมี่หรือว่าระบบสหพันธรัฐเป็นสิ่งที่แทบจะเป็นไปไม่ได้ แต่ภายหลังจากตัวกฎหมายถูกกำหนดออกมา กฎหมายเซาธ์ไทโรลได้ถูกกำหนดให้มีสถานะเท่าเทียมกับรัฐธรรมนูญแห่งอิตาลี กล่าวคือ กฎหมายแห่งเซาธ์ไทโรลจะระบุมาตราที่เกี่ยวข้องเป็นการเฉพาะกับพื้นที่ ซึ่งเป็นตัวบทที่ไม่ได้มีระบุไว้ในรัฐธรรมนูญแห่งอิตาลี

“สิ่งที่ผมหมายถึง ก็คือว่าในพื้นที่ในอาณาเขตแห่งนี้ มันจะมีบางสิ่งซึ่งกฎหมายออโตโนมี่พูดถึงแต่รัฐธรรมนูญไม่ได้พูดถึง ดังนั้นเฉพาะในเรื่องที่รัฐธรรมนูญไม่ได้พูดถึง กฎหมายออโตโนมี่ถึงได้สูงกว่า แต่แน่นอนสำหรับในระดับประเทศ ทุกๆ ประเทศ รัฐธรรมนูญเป็นกฎหมายสูงสุดอยู่แล้ว เรื่องสำคัญก็คือว่ามันจะมีบางเรื่องที่กฎหมายเราพูดถึง แต่รัฐธรรมนูญไม่พูดถึง ดังนั้นในประเด็นหรือในหัวเรื่องเหล่านี้เนี่ยกฎหมายออโตโนมี่จึงสูงกว่าสูงกว่า”

คณะกรรมาธิการทั้งหก (Commission of Six) ถือเป็นคณะทำงานที่สำคัญในการออกแบบและกำหนดแนวทางการบังคับใช้กฏหมายแห่งเซาธ์ไทโรล โดยสามคนเป็นคณะทำงานในระดับรัฐบาล ประกอบด้วยคนพูดภาษาอิตาลี 2 คน และภาษาเยอรมัน 1 คน ได้รับการเสนอชื่อจากรัฐบาลกลางซึ่งเป็นนักการเมืองที่มาจากการเลื้องตั้ง โดยนักการเมืองเหล่านั้นจะต้องเป็นบุคคลที่มีความสันทัดในความรู้เกี่ยวกับกฎหมาย กับอีกสามคนเป็นคณะทำงานในระดับจังหวัด ประกอบด้วยคนพูดภาษาอิตาลี 1 คน และภาษาเยอรมัน 2 คน ซึ่งได้รับการเสนอชื่อจากสภาของจังหวัดซึ่งเป็นนักการเมืองที่ได้รับเลือกจากคนในเซาธ์ไทโรล โดยคณะกรรมาธิการชุดนี้จะมีการเจรจากันอยู่ตลอดเวลา และทำงานร่วมกับคณะกรรมธิการ 19 ประกอบด้วยผู้แทนของประเทศเยอรมันอิตาลี ออสเตรีย และเซาธ์ไทโรล มีระยะการทำงานตั้งแต่ปี 1960 ถึง 1972 เมื่อการเจรจาดำเนินไปถึงจุดที่ทุกฝ่ายยอมรับได้ ก็จะมีการลงมติร่วมและส่งข้อตกลงดังกล่าวไปยังรัฐบาลกลาง และรัฐบาลจะออกเป็นกฎหมายให้ทันที โดยรูปแบบของกฎหมายพิเศษนี้ไม่ต้องผ่านความเห็นชอบของรัฐสภาอิตาลีแต่อย่างใด

“หมายความว่ามันไม่สำคัญเลยนะว่าองค์ประกอบของรัฐสภาอิตาลีมันจะเป็นอย่างไร เพราะในท้ายที่สุดแล้ว เมื่อคณะกรรมาธิการทั้ง 6 คนตกลงกันได้ มันจะกลายเป็นกฎหมายโดยอัตโนมัติ มันเป็นเรื่องสำคัญที่เราต้องเข้าใจว่าเซาธ์ไทโรลสามารถเจรจากับรัฐบาลส่วนกลางในระนาบที่เท่าเทียมกัน จึงก่อให้เกิดความไว้วางใจซึ่งกันและกัน และความเสมอภาคอันนี้สำคัญมากๆ เพราะรัฐสภาอิตาลีไม่สามารถที่จะมารื้อหรือจะมาเปลี่ยนข้อตกลงนี้ได้ … กลไกนี้จึงสำคัญอย่างยิ่งในการพัฒนากลไก autonomy ของเรา”

ในปัจจุบันคณะกรรมาธิการทั้ง 6 ยังคงทำหน้าที่ในการเจรจาและพัฒนากลไกการปกครองตนเองอยู่เสมอ ซึ่งภายหลังได้มีการปรับให้คนลาดินซึ่งเป็นชาติพันธุ์ส่วนน้อยในเซาธ์ไทโรลได้เข้าไปมีบทบาทในคณะกรรมาธิการดังกล่าวที่มาจากระดับจังหวัดด้วย ขณะเดียวกันการบริหารจัดการเซาธ์ไทโรลทำโดยสมาชิกสภาประจำจังหวัด 35 คน ซึ่งมาจากการเลือกตั้ง ทั้งจากพรรคการเมืองที่ใช้ภาษาเยอรมัน อิตาเลี่ยน และลาดิน โดยมีวาระดำรงตำแหน่ง 5 ปี และในปี 2015 ภาคประชาสังคมยังได้มีบทบาทร่วมในการพัฒนากลไกการปกครองตนเอง

โครงสร้างประชากรกับการออกแบบนโยบายสาธารณะ

การให้ความสำคัญกับสิทธิชนกลุ่มน้อยทั้งในระดับรัฐและภูมิภาค ถือเป็นหนึ่งในปัจจัยสำคัญที่ส่งผลให้การปกครองตนเองเป็นไปอย่างเสมอภาพเท่าเทียมโดยคำนึงถึงความได้สัดส่วนทางชาติพันธุ์และภาษาของผู้คน เซาธ์ไทโรลมีกระบวนการสำคัญในการให้สิทธิแก่พลเมืองในพื้นที่ผ่านการประกาศตนทางภาษา โดยชาวเซาธ์ไทโรลจำเป็นต้องประกาศกับรัฐว่าจะใช้ภาษาใดเป็นภาษาหลักประจำตัว ซึ่งสำนักงานสถิติจังหวัดจะเป็นผู้เก็บข้อมูลรวบรวมและสรุปข้อมูลทางทางสถิติออกมาเพื่อใช้เป็นฐานในการกำหนดสัดส่วนทางประชากร ตลอดจนสิทธิสวัสดิการต่างๆ ที่จะได้รับ
ความได้สัดส่วนทางประชากรผ่านภาษานี้เองเป็นฐานสำคัญในการออกแบบการบริหารกิจการสาธารณะที่ส่งเสริมการอยู่ร่วมกันอย่างสันติของผู้คนที่มีความหลากหลายในพื้นที่ได้ ในส่วนของการนับถือศาสนา แม้ว่าชาวเซาธ์ไทโรล 90 กว่าเปอร์เซ็นต์เป็นคริสเตียนนิกายคาธอลิกที่เคร่งครัด ในแง่ของประวัติศาสตร์คริสตจักรยังมีความสำคัญในการสะกัดกั้นความพยายามขอมุสโซลินีในการทำให้เซาธ์ไทโรลกลายเป็นอิตาลีเต็มตัว กระนั้นในปัจจุบันอัตลักษณ์ทางศาสนาไม่มีบทบาทในการกำหนดทางการเมืองแต่อย่างใด

ความได้สัดส่วนทางชาติพันธุ์นี้เองได้ถูกนำไปปรับใช้ในหลายกรณี ผู้คนสามารถเลือกการศึกษาที่รองรับกับวัฒนธรรมตามภาษาแม่หรือภาษาแรกของแต่ละกลุ่มชาติพันธุ์ได้ การจัดสรรงบประมาณอุดหนุนทางการศึกษาแก่แต่ละโรงเรียน โดยประชากรที่พูดภาษาเยอรมันมักจะได้งบสนับสนุนมากกว่าโรงเรียนอิตาลี เนื่องจากอิงตามจำนวนโรงเรียนที่ใช้ภาษาเยอรมันที่เยอะกว่าโรงเรียนที่ใช้ภาษาอิตาลี ซึ่งพื้นฐานของจำนวนโรงเรียนดังกล่าวก็อิงอยู่บนฐานของสัดส่วนภาษาที่ประชากรมีการใช้ ซึ่งสัดส่วนการใช้ภาษาของผู้คนนี้เองยังนำไปใช้ในการกำหนดงบประมาณสนับสนุนอื่นๆ ในเซาธ์ไทโรลอีกด้วย

นอกจากในเรื่องของงบประมาณ สัดส่วนทางภาษายังถูกนำไปใช้ในการกำหนดโควต้าเพื่อรับสมัครการสอบเข้าเป็นข้าราชการแก่คนในพื้นที่ การมีโควต้าแบบนี้ถือเป็นการประกันว่าจะมีตัวแทนของชนกลุ่มนั้นๆ ในระบบราชการมีการกำหนดให้ภาษาอิตาเลี่ยนและเยอรมันเป็นภาษาราชการร่วมกัน

“เช่นถ้ามีการพิจารณาคดีในศาล ท่านเลือกได้ว่าจะพิจารณาคดีภาษาเดียวหรือสองภาษา แล้วก็กฎหมายกฎระเบียบเอกสารราชการต่างๆ จะต้องมีทั้ง 2 ภาษา คือเยอรมันกับอิตาลี และถ้าท่านไปติดต่อราชการ เจ้าหน้าที่จะต้องตอบท่านในภาษาที่ท่านพูดกับเขา ซึ่งสำคัญเช่นกัน ทุกอย่างเป็นไปเพื่อที่จะสร้างหลักประกันว่าภาษาเยอรมันมีความเท่าเทียมกับภาษาอิตาลี และนอกจากนี้ เรายังมีข้อสอบ 2 ภาษาเวลารับราชการ แล้วก็ข้าราชการทุกคนต้องสอบแบบนี้เพื่อที่จะทดสอบว่าเขาใช้ภาษานั้นได้มีประสิทธิภาพพอในการที่จะปฏิบัติหน้าที่ตำแหน่งงานนั้นๆ ในเรื่องของระบบการศึกษาเนี่ยเรามีสิทธิ์ที่เราจะไปเรียนในโรงเรียนที่เขาพูดภาษาเรา ก็จะมีโรงเรียนเยอรมัน อิตาลี แล้วก็ภาษาลาดิน แล้วก็เนื่องจากทุกคนมีสิทธิ์ที่จะเรียนหนังสือในภาษาแม่หรือภาษาแรกของตัวเอง”

ขณะเดียวกัน เจ้าหน้าที่ตำรวจในเซาธ์ไทโรลมีทั้งตำรวจท้องถิ่นซึ่งเป็นลูกจ้างของจังหวัดและก็มีตำรวจของรัฐ โดยตำรวจท้องถิ่นนอกจากภาษาถิ่นจะต้องมีความเข้าใจในการใช้ภาษาอิตาเลี่ยนเป็นอย่างดี ส่วนตำรวจของรัฐก็จะต้องใช้ภาษาเยอรมันในการสื่อสารได้

การส่งเสริมและบังคับใช้ทางภาษานี้เองยังได้มีการนำไปปรับใช้ในงานสื่อสารของกลุ่มชาติพันธุ์ในเซาธ์ไทโรล ทั้งการสื่อสารผ่านหนังสือพิมพ์รายวัน ออนไลน์ อิเล็กทรอนิกส์ วิทยุ และโทรทัศน์ ซึ่งจากสถานการณ์โควิด 19 ที่ผ่านมา ถือว่าช่วยได้มากในการกระจายข้อมูลเกี่ยวกับสุขภาพในภาษาต่าง ๆ

เศรษฐกิจกับการหนุนเสริมการปกครองตนเอง

เซาธ์ไทโรลในปัจจุบันถือเป็นพื้นที่ที่มีความมั่งคั่งทางเศรษฐกิจ ด้วยพื้นที่ที่อยู่ใจกลางหุบเขา ประกอบกับทัศนียภาพอันสวยงาม ส่งผลให้มีรายได้จากการท่องเที่ยวสูง ประกอบกับกิจกรรมเศรษฐกิจ ทั้งการส่งออกผลิตผลทางการเกษตรอย่างแอปเปิ้ลและการผลิตไวน์ ทำให้อัตราการเก็บภาษีได้ของเซาธ์ไทโรลจึงอยู่ในระดับที่สูงและเพียงพอต่อการจัดการปกครองตนเอง

มาร์ค ได้อธิบายถึงการจัดการภาษีดังกล่าวว่าเซาธ์ไทโรลมีข้อตกลงพิเศษกับทางอิตาลีว่า 90 เปอร์เซ็นต์ของภาษีที่เก็บในเซาธ์ไทโรลจะเก็บเอาไว้ในเซาธ์ไทโรล มีเพียง 10 เปอร์เซ็นต์เท่านั้นที่จะส่งเข้าคลัง ขณะเดียวกัน เซาธ์ไทโรลยังมีส่วนสำคัญในการช่วยจ่ายหนี้สาธารณะให้กับรัฐบาลอิตาลี และมีการปรับเปอร์เซ็นต์การส่งเงินเข้ากองคลังรัฐบาลกลางจาก 10 เปอร์เซ็นต์เป็น 20 เปอร์เซ็นต์ ในภาวะที่เศรษฐกิจอิตาลีมีความฝืดเคืองด้วย ซึ่งการจัดเก็บรายได้เป็นจำนวนมหาศาลของเซาธ์ไทโรลนี้เอง ทำให้พื้นที่สามารถจัดการแผนการใช้จ่ายสาธารณะได้อย่างมีประสิทธิภาพ

สะท้อนชายแดนใต้

มูฮัมหมัดอายุบ ปาทาน ที่ปรึกษาสภาประชาสังคมชายแดนใต้ กล่าวว่าประสบการณ์เซาธ์ไทโรบเป็นประเด็นที่น่าสนใจ อาจนำส่วนหนึ่งมาปรับใช้ในพื้นที่สามจังหวัดชายแดนภาคใต้ได้ สำคัญคือการตอบให้ได้ว่าการปกครองตนเองมีความสำคัญกับชาวบ้านอย่างไร อย่างในพื้นที่สามจังหวัดชายแดนภาคใต้เอง อัตลักษณ์ยังคงเป็นประเด็นที่สำคัญ หากนักการเมืองได้มีโอกาสเข้าร่วมเวทีนำเสนอประสบการณ์เช่นนี้ในครั้งต่อไป ก็คงจะเป็นประโยชน์ไม่น้อย โดยเฉพาะการเรียนรู้ประสบการณ์ในการจัดการเชิงสาธารณะ

มาร์คยังกล่าวถึงความสำคัญของการปกครองตนเองว่าเป็นสิทธิทั้งระดับส่วนรวมแล้วก็สิทธิระดับบุคคล จึงมีความจำเป็นที่ประชาชนต้องเข้าใจเรื่องนี้

อิสกันดาร์ ธำรงทรัพย์ ผู้อำนวยการมูลนิธิฮิลาลอะห์มัร เล่าถึงการไปเยือนเซาธ์ไทโรลเมื่อประมาณปี 2554 ว่าขณะนั้นเป็นการไปศึกษาดูงานเกี่ยวกับงานสื่อสารของกลุ่มชาติพันธุ์ในเซาธ์ไทโรล ภายใต้การสนับสนุนโดยกองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายในราชอาณาจักร (กอ.รมน.) ร่วมกับกรมประชาสัมพันธ์ เขาพบว่ากลุ่มชาติพันธุ์ต่าง ๆ ในเซาธ์ไทโรลขณะนั้นมีการทำงานสื่อสารกันอย่างแพร่หลายและหลากหลายรูปแบบ ทั้งการมีช่องโทรทัศน์ วิทยุ หนังสือพิมพ์ เป็นอาทิ ตลอดจนได้มีโอกาสพูดคุยกับคนจำนวนหนึ่งที่นั่นเกี่ยวกับบรรยากาศทางการเมืองภายหลังที่มีการจัดการปกครองตนเอง

“ผมได้คุยกับคนเซาธ์ไทโรล เค้าสะท้อนบางอย่างว่าตอนแรกๆ เหมือนกับเค้าอยากจะเป็นตัวของตัวเอง แต่พออยู่ไประยะหนึ่งแล้ว มันมีข้อจำกัดหลายอย่าง อย่างเช่นเมื่อก่อนเค้ามีสิทธิเลือกสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรที่เป็นคนอัตลักษณ์เดียวกับพวกเขา คือเชื้อชาติเดียวกัน ประมาณนี้ แต่พอนานๆ ไปก็รู้สึกว่าเค้ามีสิทธิน้อยไปหน่อยที่จะเลือกคนต่างเชื้อชาติ … เท่าที่คุยกันมีลักษณะคล้าย ๆ กับบ้านเราอยู่เยอะ ทำให้รู้สึกว่าสิทธิทางการเมืองของชนท้องถิ่นกับการเลือกตั้งมีพลวัตการเปลี่ยนแปลงของผู้คนที่คล้ายคลึงกับบ้านเรา”

มาร์คัส กล่าวว่าการเจรจาเป็นวิธีการสำคัญที่ทำให้เซาธ์ไทโรลบรรลุสู่การประณีประประนอมและการมีสันติภาพร่วมกัน ซึ่งตนมองว่าสามจังหวัดชายแดนภาคใต้ของประเทศไทยกับเซาธ์ไทโรลในอิตาลีมีสิ่งที่น่าสนใจคล้ายคลึงกัน ทั้งในมิติประวัติศาสตร์ ชาติพันธ์ ประสบการณ์ที่ได้แลกเปลี่ยนเรียนรู้ร่วมกันอาจเป็นส่วนหนึ่งในการนำไปสู่การเจรจาในฐานะวิธีการที่จะนำไปสู่การคลี่คลายความขัดแย้ง

*สำหรับเนื้อหาในบทความนี้ได้รับการสรุปจากการบรรยาย ข้อคำถาม และการแลกเปลี่ยนข้อคิดเห็น ในเสวนาออนไลน์หัวข้อ “ประสบการณ์จากเขตการปกครองพิเศษและการปกป้องสิทธิของชนกลุ่มน้อย จาก South Tyrol, Italy ถึง ชายแดนใต้ ไทย” จัดโดย โครงการสานพลังชุมชนคืนคนสู่ถิ่น มูลนิธิฮิลาลอะห์มัร ร่วมกับธนาคารโลก และสาขาปกครองท้องถิ่น คณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ วันพฤหัสบดีที่ 11 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2564 เวลา 19.00 – 20.30 น. ผ่านโปรแกรม ZOOM

สามารถดาวน์โหลดเอกสารประกอบการเสวนาได้ที่ drive.google.com/file/d/1cK5zGKZLtasWgB7LmR927KRH3p9x-THZ/view?usp=sharing